You are Here:




คู่มือการทำดีเทลลิ่ง (The Detailing Handbook) โดย ไมเคิล โคเฮน

ผู้เขียน (อ่าน 126887 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


การทำความสะอาดห้องเครื่องยนต์ (Engine Detailing)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 21 ธันวาคม 2010, 22:45:37 »
 

Iczy

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,004
    กระทู้
การทำดีเทลลิ่งห้องเครื่อง

ภาพก่อนทำ:


ภาพหลังทำ:


การทำดีเทลลิ่งห้องเครื่องจะทำให้ท่อต่าง ๆ ดูเข้มขึ้นและชิ้นส่วนโลหะสว่างใสขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลอย่างถูกต้องจะทำให้ท่อ ตัวรัด และชิ้นส่วนที่ทำด้วยยางหรือพลาสติกมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
ชิบ ฟูส นักออกแบบและสร้างรถยนต์ชื่อดังมักจะกล่าวถึงห้องเครื่องรถว่าเปรียบเสมือน "กล่องดวงใจ" และเครื่องยนต์ว่าเป็น "หัวใจ" ของรถยนต์เลยทีเดียว คุณจะพบว่าเจ้า "หัวใจ" ที่วาววับดวงนี้สามารถทำให้เพื่อน ๆ หรือแม้แต่คนที่เข้าชมงานประกวดรถทึ่งได้ขนาดไหน
ตามปกติ คุณควรจะทำดีเทลลิ่งห้องเครื่องอย่างมากไม่เกิน 1-2 ครั้งต่อปี ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพแวดล้อมด้วย และถ้าคุณใช้ดีเทลเลอร์ทำความสะอาดห้องเครื่องอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถลดการทำดีเทลลิ่งห้องเครื่องลงได้อีก

สิ่งที่ต้องใช้
  • น้ำ - ต้องมีแหล่งน้ำพร้อมสายยางฉีดน้ำและหัวฉีด
  • แปรง - แปรงที่มีขนทำจากไนล่อน เช่น แปรงขัดตัว แปรงสีฟันเก่า ๆ หรือจะใช้แปรงสำหรับดีเทลลิ่งโดยเฉพาะก็ใช้ได้
  • น้ำยาทำความสะอาด - มีหลายแบบ เช่น กลุ่มดีเทลเลอร์อย่าง Poorboy's Spray & Wipe ใช้สำหรับเครื่องยนต์ฺที่มีเปื้อนแต่ฝุ่น, Meguiar's Safe DGreaser หรือ Meguiar's All Purpose Cleaner ใช้ำสำหรับเครื่องที่สกปรกปานกลาง ส่วน Gunk Engine Cleaner ก็ใช้สำหรับห้องเครื่องที่เปื้อนคราบน้ำมันอย่างสุด ๆ เป็นต้น
  • น้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ (engine dressing) - CD2 Engine Detailer และ Meguiar's Hyper Dressing เป็นสองตัวที่นิยมใช้กัน แต่ผลิตภัณฑ์สำหรับปกป้องไวนิล/ยางเกือบทุกตัวก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน
  • ผ้าไมโครไฟเบอร์ - ผ้าไมโครฯ ราคาถูก ๆ เหมาะที่จะนำมาใช้ทำดีเทลลิ่งเครื่องยนต์ เพราะไม่ต้องเสียดายเวลามันเปื้อนมาก ๆ แต่ผ้าพวกนี้สามารถดูดซับน้ำได้ดีและนิ่มพอ ๆ กับผ้าไมโครฯ ราคาแพง ๆ ที่สำคัญ ผ้าพวกนี้ต้องแน่ใจว่าสะอาดและอย่าลืมตัดป้ายยี่ห้อออกก่อนใช้งาน
  • ถุงมือยาง - ช่วยป้องกันผิวของคุณไม่ให้สัมผัสความสกปรกและน้ำยาทำความสะอาด

ขั้นตอนการทำ
   1. เครื่องยนต์ต้องไม่ร้อน คุณไม่ควรทำดีเทลลิ่งเครื่องยนต์ขณะที่มันยังร้อนอยู่ เพราะอาจเกิดอันตรายกับทั้งตัวคุณเองและเครื่องยนต์ได้
   2. ก่อนเปิดฝากระโปรงหน้า ให้ฉีดน้ำใส่ด้านหน้ารถเสียก่อน เผื่อกรณีที่ความสกปรกหรือน้ำยาทำความสะอาดจากห้องเครื่องกระเด็นออกมาใส่กันชน จะได้ไม่เกิดผลกระทบมากนัก
   3. เปิดฝากระโปรงรถ แล้วใช้แผ่นพลาสติกหรืออลูมินั่มฟอยล์หุ้มจุดที่อาจเกิดปัญหาถ้าโดนน้ำให้หมด และถ้าเครื่องยนต์ของคุณมีช่องดูดอากาศเข้า ควรใช้ผ้าขนหนูอุดปากทางไว้เพื่อกันน้ำเข้า
   
   4. ปรับหัวฉีดให้น้ำออกมาเป็นละอองฝอยเบา ๆ พรมให้ทั่วห้องเครื่อง อย่าฉีดน้ำเข้าไปที่เครื่องยนต์ตรง ๆ เราต้องการให้เครื่องพอเปียก แต่ไม่ถึงกับโชกน้ำ
   5. ฉีดน้ำยาสลายคราบมัน (degreaser) ให้เปียกชุ่มทั่วทั้งเครื่องยนต์และปล่อยให้น้ำยาทำงานสัก 2-3 นาที อย่าลืมฉีดฝากระโปรงด้านที่ติดกับเครื่องด้วยล่ะ
   
   6. ใช้แปรงขัดทุกส่วนของห้องเครื่องเท่าที่จะล้วงเข้าไปถึง ถูแต่เพียงเบา ๆ แต่ต้องระวังตรงบริเวณข้อต่อสายไฟและบริเวณที่เราเอาวัสดุห่อคลุมไว้ในตอนแรก
   
   7. ฉีดน้ำล้างให้ทั่วห้องเครื่องและกันชนหน้า ระวังอย่าฉีดน้ำเข้าไปตรง ๆ บริเวณที่เราห่อคลุมไว้และข้อต่อไฟฟ้า
   
   8. ปิดฝากระโปรงและสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้สักประมาณ 10 นาที จะช่วยให้ห้องเครื่องแห้งเร็วยิ่งขึ้น
   9. เมื่อครบ 10 นาที ก็ปิดเครื่องและเปิดฝากระโปรง ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ซับน้ำที่ยังหลงเหลือ รวมทั้งฝากระโปรงด้านล่าง
   10. ฉีดน้ำยาเคลือบห้องเครื่องให้ทั่ว
   
   11. ปิดฝากระโปรงอีกครั้งและสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้อีก 10 นาทีเพื่อช่วยให้น้ำยาเคลือบแห้งเร็วขึ้น
   12. ปิดเครื่อง เปิดฝากระโปรงและใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ที่สะอาดเช็ดคราบน้ำยาส่วนเกินออก
   
 

การทำความสะอาดซุ้มล้อ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 22 ธันวาคม 2010, 08:06:24 »
 

Iczy

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,004
    กระทู้
การทำดีเทลลิ่งซุ้มล้อ (Wheel Well Detailing)

ก่อนทำ:


หลังทำ:


ซุ้มล้อเป็นบริเวณหนึ่งที่มักถูกมองข้ามโดยมือสมัครเล่น ซุ้มล้อที่ไม่ได้รับการดูแลจะกลายเป็นจุดด่างในความงามของรถที่ดีเทลมาทั้งคันได้ ซุ้มล้อที่สะอาดไม่เพียงช่วยเน้นภาพลักษณ์ของรถ แต่ยังช่วยป้องกันสนิมที่จะเกิดขึ้นใต้รถด้วย

สิ่งที่ต้องมี
  • น้ำ - ต้องมีแหล่งน้ำพร้อมสายยาง
  • เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง (ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร) - เนื่องจากพื้นที่จำกัด ยากต่อการเอาแปรงเข้าไปทำความสะอาด เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงจะช่วยให้ซุ้มล้อสะอาดได้ดีขึ้น ส่วนทางเลือกอื่น ก็คือ ปรับหัวฉีดน้ำธรรมดาให้พุ่งเป็นเส้นก็พอใช้ได้ หรือถ้าสามารถถอดล้อออกมา หรือมีแปรงที่สามารถสอดเข้าไปในซุ้มล้อได้ก็จะเยี่ยมมาก
  • น้ำยาทำความสะอาด - น้ำยาที่แรงปานกลาง เช่น Meguiar's Safe D-Greaser หรือ Meguiar's All Purpose Cleaner ใช้ทำความสะอาดซุ้มล้อได้ดี
  • น้ำยาเคลือบซุ้มล้อ - Meguiar's Hyper Dressing เป็นตัวนึงที่นิยมใช้กันมาก ตัวเลือกอื่นก็เช่น Armor All ผสมน้ำ 2:1, CD2 Engine Detailer และ Griot's Undercarriage Spray
  • สเปรย์เคลือบยาง (undercoating spray) - ชั้นเคลือบยางที่เคลือบอยู่ที่ด้านหลังซุ้มล้อมักจะหลุดลอกออกจนเห็นผิวโลหะ เราจะใช้สเปรย์แห้งเร็วตัวนี้เพื่อซ่อมแซมจุดเหล่านั้น
  • ถุงมือยาง - สวมเพื่อป้องกันความสกปรกและน้ำยาทำความสะอาดสัมผัสผิว

ขั้นตอนการทำ
   1. ต้องทำตอนรถไม่ร้อน
   2. พ่นน้ำใส่ตัวถังรถรอบ ๆ ซุ้มล้อเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดจากน้ำยาทำความสะอาดกระเด็นใส่
   
   3. ฉีดน้ำยาทำความสะอาดให้ทั่วซุ้มล้อ ปล่อยทิ้งไว้สองสามนาที
   
   4. ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำไล่น้ำยาทำความสะอาดและความสกปรกที่อยู่ในซุ้มล้อออกไป ใช้ความระมัดระวังตอนที่ใช้เครื่องนี้กับผิวรถรวมถึงบริเวณซุ้มล้อที่เคลือบสเปรย์ยางด้วย
   
   5. หลังจากล้างและเช็ดแห้งผิวรถส่วนอื่น ๆ เสร็จแล้ว ค่อยกลับมาทำที่ซุ้มล้อต่อ ถ้ามีบริเวณใดที่ต้องฉีดสเปรย์เคลือบยาง ก็ให้ทำให้เรียบร้อย
   6. ฉีดน้ำยาเคลือบซุ้มล้อให้ทั่วถึง ยกเว้นบริเวณที่เพิ่งฉีดสเปรย์เคลือบยางไป
 

การทำดีเทลลิ่งล้อและยาง (Wheel and Tire Detailing)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 31 ธันวาคม 2010, 07:48:13 »
 

Iczy

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,004
    กระทู้
การทำดีเทลลิ่งล้อและยาง (Wheel and Tire Detailing)

ก่อนทำ:



หลังทำ:



ไม่มีอะไรจะวิ๊ง ๆ เท่ากับล้อที่ดีเทลมาอย่างดี แต่จะวิ๊งแค่ไหน ถ้าปล่อยให้ยางเป็นสีน้ำตาล ก็จะดูด้อยค่าลงไปได้ สิ่งที่นักแต่งรถมักทำกันก็คือเปลี่ยนล้อแม๊กซ์ใหม่ แต่ลองคิดดูว่า ถ้าจ่ายเงินซื้อล้อแม๊กซ์เป็นหมื่น ๆ บาทแต่กลับปล่อยให้มีผงผ้าเบรคจับหนาเตอะหรือมีคราบออกซิเดชั่น มันจะคุ้มกันมั้ย

ล้อแม็กซ์สมัยใหม่ผ่านการเคลือบสีมาแล้ว แม้ว่ามันจะดูเหมือนเป็นโลหะล้วน ๆ แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ต่างจากผิวรถ ดังนั้นจงดูแลล้อแม๊กซ์ด้วยวิธีเดียวกับที่ดูแลผิวรถ และจงอย่าใช้ยาขัดโลหะกับล้อของคุณโดยเด็ดขาด

น้ำยาทำความสะอาดล้อแม็กซ์บางตัว เช่น Meguiar's Wheel Brightener และ Poorboy's Spray & Rinse มีกรดผสมอยู่ น้ำยาประเภทนี้แรงมาก และอาจมีผลเสียต่อสุขภาพของคุณและล้อได้ถ้าใช้ไม่เหมาะสม ควรใช้เมื่อจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

สิ่งที่ต้องใช้
  • น้ำ - ต้องมีแหล่งน้ำพร้อมสายยางและหัวฉีด
  • แปรงขัดล้อ - Griot's Garage Wheel Scrubber และ Meguiar's Wheel Face Versa-Angle เป็นแปรงขัดล้อที่ดี ถ้าหาไม่ได้ อาจใช้แปรงสีฟันเก่า ๆ หรือแปรงทำความสะอาดทั่วไปก็พอได้ จุดสำคัญคือ ต้องเลือกขนแปรงที่อ่อนนิ่มไม่สร้างริ้วรอยให้กับล้อ เพราะล้อเกือบทั้งหมดมีชั้นเคลียร์โค้ต ถ้าใช้แปรงขนแข็งก็จะทำให้เกิดรอยได้
  • แปรงขัดยาง - บางคนใช้แปรงที่มีขนทำจากไนล่อน บางคนก็ใช้แปรงขนแข็งสีน้ำตาล ซึ่งก็ใช้ได้ทั้งคู่ แต่ถ้าใช้แบบขนสีน้ำตาล ต้องระวังหน่อยตอนที่ขัดยางส่วนที่ใกล้กับล้อแม็กซ์เพราะมันอาจทำให้เกิดรอยได้
  • น้ำยาทำความสะอาดล้อ - Meguiar's Wheel Brightener เป็นน้ำยาที่แรงและมีส่วนผสมของกรด ใช้ได้กับทั้งล้อที่เป็นโครเมี่ยมและเคลือบเคลียร์โค้ต แต่ไม่ควรใช้ในล้อที่ไม่มีชั้นเคลียร์โค้ต  P21S Wheel Cleaner Gel, Menzerna Wheel Cleaner, DP Wheel & Tire Cleaner เป็นน้ำยาที่ใช้ได้กับล้อทุักประเภท ส่วนล้อที่ทำความสะอาดมาเป็นประจำ ใช้แค่น้ำยาล้างรถทั่วไปก็พอแล้ว
  • น้ำยาเคลือบล้อ - ซีลแลนท์ที่มีน้ำยาทำความสะอาดผสมอยู่ด้วยเหมาะที่จะใช้เคลือบล้อ เพราะมันจะช่วยขัดผิวล้อไปด้วยในเวลาเดียวกัน Wheel Wax เป็นน้ำยาเคลือบล้อตัวนึงที่ดีมาก Klasse All-in-One Polish ก็เป็นตัวนึงที่นิยมกัน Poorboy's Wheel Sealant และ DP Wheel Glaze ก็น่าใช้ แต่ถ้าล้อของคุณเป็นแบบไม่มีเคลียร์โค้ต แนะนำว่าควรใช้น้ำยาขัดโลหะเสียก่อนที่จะเคลือบ
  • อุปกรณ์ลงน้ำยาเคลือบล้อ - เช่น Mother's Mini Powerball จะช่วยทุ่นเวลาไปได้เยอะ แต่จะใช้ฟองน้ำลงแว๊กซ์ ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือฟองน้ำหุ้มไมโครไฟเบอร์ก็ได้
  • น้ำยาทำความสะอาดยาง - Meguiar's Safe D-Greaser สามารถทำความสะอาดยางได้อย่างดีโดยไม่ทำให้เนื้อยางเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล DP Wheel & Tire Cleaner ก็ใช้ได้ดีเช่นกัน
  • น้ำยาเคลือบยาง - อันนี้แล้วแต่ชอบ แต่แนะนำ Meguiar's Endurance Tire Gel เพราะมีความเงา 2 ประเภทให้เลือก คือจะเป็นแบบเงาสุด ๆ หรือจะให้เงาแบบธรรมชาติก็ได้
  • อุปกรณ์ลงน้ำยาเคลือบยาง - Eagle One Tire Swipes เหมาะจะใช้ลงน้ำยาให้ทั่วถึงยางทั้งเส้น แต่ถ้าไม่มี อาจใช้ผ้าเก่า ๆ หรือฟองน้ำลงแว๊กซ์ก็ได้
  • ผ้าไมโครไฟเบอร์ - ผ้าไมโครไฟเบอร์ราคาถูก ๆ เหมาะจะนำมาใช้กับการดีเทลยาง เพราะจะได้ไม่ต้องเสียดายเวลามันเปื้อน
  • ถุงมือยาง - ลดการเปื้อนและปกป้องผิวคุณจากสารเคมี

ขั้นตอนการทำ
   1. ต้องทำตอนรถไม่ร้อน
   2. ฉีดน้ำบนผิวรถรอบ ๆ ซุ้มล้อ ล้อ และยาง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากน้ำยาทำความสะอาดกระเด็นใส่ นอกจากนี้ยังจะช่วยให้น้ำยากระจายตัวดีบนล้อและยางด้วย
   
   3. ฉีดน้ำยาทำความสะอาดล้อบนผิวล้อ และน้ำยาทำความสะอาดยางบนผิวยางให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที ห้ามปล่อยให้น้ำยาทำความสะอาดล้อแห้งคาล้อเป็นอันขาด เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์นี้ ขอแนะนำให้ทำความสะอาดล้อให้เสร็จไปทีละล้อ
   
   4. ใช้แปรงขัดล้อและยาง อย่าลืมบริเวณรอบรูน็อตและดุมล้อ ถ้าสอดแปรงเข้าไปได้
   
   5. ฉีดน้ำล้างล้อและยางให้หมดจด ถ้ายังมีคราบผงเบรคตกค้างอยู่ อาจจะต้องทำขั้นตอนที่ 4 ซ้ำอีกครั้ง หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดล้อที่แรงขึ้น หรือลูบดินน้ำมัน
   
   6. หลังล้างรถส่วนอื่นเสร็จแล้ว ค่อยมาเช็ดแห้งล้อด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์และซับแห้งยางรถด้วยผ้าฝ้ายเก่า ๆ
   7. เคลือบล้อด้วยน้ำยาตามกรรมวิธีของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ
   8. ทายางด้วยน้ำยาทายาง
   
   9. ทิ้งให้น้ำยาทายางแห้งอย่างน้อย 10 นาที แล้วเช็ดน้ำยาส่วนเกินออกด้วยผ้าเก่า ๆ ถ้าละเลยขั้นตอนนี้ น้ำยาทายางจะกระเด็นใส่ผิวรถขณะขับรถได้
 

การล้างและเช็ดแห้ง (Washing and Drying)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 31 ธันวาคม 2010, 21:03:34 »
 

Iczy

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,004
    กระทู้
การล้างและเช็ดแห้ง (washing and drying)

ก่อนทำ:



หลังทำ:



การล้างและเช็ดแห้งอาจกล่าวได้ว่า เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการทำดีเทลลิ่ง เทคนิคการล้างที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยและนั่นก็จะทำให้เราต้องขัดลบรอยห่างขึ้น

การล้างรถด้วยวิธีสองถัง (two bucket method) เป็นวิธีที่ยอมรับทั่วไปว่า ช่วยลดโอกาสทำให้เกิดริ้วรอยจากการล้างได้ดีที่สุด วิธีนี้ประกอบด้วยถังนึงใส่น้ำยาล้างรถ ส่วนอีกถังใส่น้ำเปล่าไว้สำหรับล้างอุปกรณ์ล้างรถ การใช้ถังน้ำแยกสำหรับล้างอุปกรณ์โดยเฉพาะจะช่วยลดโอกาสที่สิ่งสกปรกจะไปสัมผัสผิวรถเราได้

ส่วนการเช็ดแห้งนั้น ไม่แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ที่มีผิวเรียบ เช่น California Water Blade หรือ the Absorber เพราะมันจะกดและถูเศษผงเข้ากับผิวรถจนเกิดริ้วรอยได้ ส่วนผ้าที่มีขนนั้น เศษผงจะถูกขนเหล่านี้ดูดไว้ ทำให้ไม่สัมผัสกับผิวรถเราโดยตรง

ห้ามวางถุงมือล้างรถลงบนพื้นโดยเด็ดขาด

สิ่งที่ต้องใช้
  • น้ำ - ต้องมีแหล่งน้ำพร้อมสายยางและหัวฉีด
  • ถังน้ำขนาด 5 แกลลอน 2 ถัง - ถังเหล่านี้ต้องสะอาด ไม่ควรถูกนำไปใช้ในงานอื่นซึ่งอาจมีสารเคมีตกค้างและละลายเข้าไปในน้ำยาล้างรถจนเกิดผลเสียต่อผิวรถหรือชั้นแว๊กซ์ได้
  • Grit Guard - อย่างน้อยต้องใช้ grit guard 1 อัน มันจะช่วยกักขังสิ่งสกปรกไว้ในถังน้ำ ไม่ติดอยู่กับถุงมือล้างรถและถูกนำไปถูกับผิวรถ ถ้ามีเพียงอันเดียว ให้ใส่ไว้ในถังน้ำล้าง แต่ถ้ามี 2 อันก็ใส่ไว้ทั้งสองถัง จะช่วยได้เยอะ
  • ถุงมือขนแกะ - ถุงมือสังเคราะห์จะไม่นุ่มเท่าถุงมือขนแกะ และจะทำให้เกิดริ้วรอยได้ ดังนั้นควรใช้ถุงมือหนังแกะแท้เท่านั้น เพราะทำความสะอาดได้ดี และมีขนที่ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกไว้ด้วย แต่ก็มีข้อเสียคือ ถุงมือหนังแกะจะปล่อยสิ่งสกปรกได้มากกว่าถุงมือชนิดอื่น ๆ เวลาที่ล้างในถังน้ำเปล่า ดังนั้นควรแยกถุงมือข้างนึงไว้สำหรับถูครึ่งบนของรถ และอีกข้างไว้สำหรับครึ่งล่าง
  • น้ำยา้ล้างรถ - ตามแต่ชอบ แต่อย่าใช้น้ำยาล้างจาน เพราะจะทำให้ชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกและยางแห้งกรอบได้ นอกจากนี้ยังจะลอกชั้นแว๊กซ์ออกอีก
  • ผ้าไมโครไฟเบอร์แบบ waffle weave - แม้ว่าผ้าไมโครไฟเบอร์ทุกแบบจะใช้สำหรับซับแห้งได้ แต่แบบ waffle weave ดูดซับน้ำได้ดีที่สุด

ขั้นตอนการทำ
   1. เติมน้ำ 2-3 แกลลอนลงในถังทั้งสองถัง ใส่ grit guard ลงไปในถังน้ำเปล่า ถ้ามี grit guard 2 อัน ก็ใส่อีกอันลงไปในถังที่เหลือด้วย
   2. ใส่น้ำยาล้างรถลงในถังสำหรับใส่น้ำยาล้างรถ ผสมตามสัดส่วนที่ผู้ผลิตแนะนำ
   3. ฉีดน้ำลงไปในถังน้ำยาล้างรถเล็กน้อยเพื่อให้เกิดฟอง
   
   4. ฉีดน้ำล้างทั่วคัน พยายามไล่เอาสิ่งสกปรกออกจากรถให้มากที่สุด
   
   5. จุ่มถุงมือลงในถังน้ำยาล้างรถ
   6. ใช้ถุงมือเช็ดรถไปทีละส่วน ถูเป็นแนวตรงไปมาตามทิศทางการไหลของลมเวลารถวิ่ง อย่าใช้แรงกดลงบนถุงมือเพราะอาจจะทำให้เกิดรอยได้ เริ่มต้นจากส่วนบนสุดไล่ลงมาจนถึงด้านล่างของรถ
   
   7. จุ่มถุงมือลงในถังน้ำเปล่าหลังจากเช็ดเสร็จไปส่วนหนึ่ง
   8. ฉีดน้ำลงตรงบริเวณที่เพิ่งเช็ดเสร็จ ระหว่างที่ล้างรถ ต้องคอยระวังอย่าให้รถแห้ง เพราะอาจเกิดคราบน้ำได้
   9. เมื่อล้างถุงมือจนสะอาดแล้ว ให้เอาถุงมือขึ้นจากถังแล้วบิดน้ำออก
   10. ล้างรถตามขั้นตอน 5-9 ไปเรื่อย ๆ จนครบทั้งคัน ถ้าใช้ถุงมือ 2 อัน ให้เปลี่ยนถุงมือเวลาจะล้างครึ่งล่างของรถ
   11. ถอดหัวฉีดน้ำออกจากสายยาง
   12. เปิดน้ำจากสายยางไล่ให้ทั่วรถ โดยเริ่มจากหลังคารถลงมาจนถึงด้านล่าง ซึ่งจะช่วยให้หยดน้ำที่ติดอยู่บนรถมารวมกันเป็นผืนและไหลลงจากรถจนแทบไม่มีน้ำหลงเหลืออยู่บนผิวรถ ระวังอย่าให้ปลายสายยางโดนตัวรถ
   13. ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์แบบ waffle weave ซับน้ำที่เหลือ และเพื่อลดการเกิดริ้วรอย อย่าถูผ้าไปมาบนผิวรถ ให้วางผ้าลงและซับน้ำเป็นจุด ๆ ไปจนทั่วรถ
   
 

การล้างโดยไม่ใช้น้ำฉีด (rinseless wash)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 01 มกราคม 2011, 11:16:13 »
 

Iczy

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,004
    กระทู้
การล้างโดยไม่ใช้น้ำฉีด (rinseless wash)

ก่อนทำ:



หลังทำ:



น้ำยาล้างรถโดยไม่ต้องใช้น้ำฉีดเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่ีวยเพิ่มความยืดหยุ่นในการล้างรถ เนื่องจากวิธีการนี้ไม่จำเป็นต้องใช้สายยางฉีดน้ำ ดังนั้นจึงสามารถล้างรถได้แม้ในโรงรถ, อพาร์ทเมนต์ ระหว่างที่จอดพักรถในการเดินทาง หรือในพื้นที่ที่จำกัดการใช้น้ำ นอกจากนี้ น้ำยาล้างรถชนิดนี้เมื่อผสมน้ำใส่ในขวดสเปรย์ ก็สามารถใช้เป็นน้ำยาหล่อลื่นเวลาลูบดินน้ำมันและดีเทลเลอร์ที่คุ้มค่ามาก ๆ

ระลึกไว้ในใจเสมอว่า สำหรับการล้างรถโดยไม่ใช่น้ำฉีดนี้ น้ำยาล้างรถไม่ควรจะมีฟอง เพราะจะทำให้ซับแห้งได้ลำบากขึ้น โดยธรรมชาติของน้ำยาชนิดนี้ก็ไม่มีฟองมากมายอยู่แล้ว แต่เพื่อลดการเกิดฟองให้น้อยที่สุด ควรเติมน้ำลงไปในถังก่อนแล้วค่อยตามด้วยน้ำยาล้างรถ

สิ่งที่ต้องใช้
  • น้ำ - ต้องใช้ประมาณ 4-6 แกลลอน
  • ถังน้ำขนาด 5 แกลลอน 2 ถัง - ถังต้องสะอาดและไม่ได้ถูกนำไปใช้งานอย่างอื่นซึ่งอาจมีสารเคมีหลงเหลือและทำอันตรายต่อผิวรถและชั้นแว๊กซ์ได้
  • Grit Guard - อย่างน้อย 1 อัน grit guard จะช่วยกักสิ่งสกปรกไว้ในถังน้ำเปล่าไม่ให้ติดไปกับถุงมือล้างรถ ถ้ามี 1 อันก็ใส่ไว้ในถังน้ำเปล่า แต่ถ้ามีออีกอันก็ใส่ในถังน้ำยาล้างรถ
  • ถุงมือขนแกะ - ถุงมือสังเคราะห์จะไม่นุ่มเท่าถุงมือขนแกะ และจะทำให้เกิดริ้วรอยได้ ดังนั้นควรใช้ถุงมือหนังแกะแท้เท่านั้น เพราะทำความสะอาดได้ดี และมีขนที่ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกไว้ด้วย แต่ก็มีข้อเสียคือ ถุงมือหนังแกะจะปล่อยสิ่งสกปรกได้มากกว่าถุงมือชนิดอื่น ๆ เวลาที่ล้างในถังน้ำเปล่า ดังนั้นควรแยกถุงมือข้างนึงไว้สำหรับถูครึ่งบนของรถ และอีกข้างไว้สำหรับครึ่งล่าง
  • น้ำยาล้างรถแบบไม่ใช้น้ำฉีด - เลือกตามที่ชอบ เช่น Optimum No Rinse, DP Rinseless Wash เป็นต้น
  • ผ้าไมโครไฟเบอร์แบบ waffle weave - แม้ว่าผ้าไมโครไฟเบอร์ทุกแบบจะใช้สำหรับซับแห้งได้ แต่แบบ waffle weave ดูดซับน้ำได้ดีที่สุด
  • ขวดสเปรย์ 32 ออนซ์ - ผสมน้ำยาล้างรถแบบไม่ใช้น้ำฉีด quik detailer 1-2 ออนซ์ กับน้ำกลั่น ขวดต้องเป็นขวดใหม่ ไม่ควรใช้ขวดที่เคยใส่น้ำยาชนิดอื่น ๆ เพราะอาจมีน้ำยาตกค้างได้

ขั้นตอนการทำ
   1. เติมน้ำ 2-3 แกลลอนในถังน้ำทั้งสองถัง ใส่ grit guard ลงในถัง ถ้ามีชิ้นเดียว ก็ใส่ในถังน้ำเปล่า แต่ถ้ามี 2 อัน ก็ใส่ถังละอัน
   2. ใส่น้ำยาล้างรถลงในถังสำหรับน้ำยาล้างรถ น้ำยาชนิดนี้ไม่มีฟอง ผสมตามสัดส่วนที่แนะนำโดยผู้ผลิตน้ำยา
   
   3. ฉีดน้ำยาล้างรถที่ผสมน้ำกับ quick detailer ลงบนผิวรถส่วนที่จะทำความสะอาด การฉีดน้ำยาให้ทั่วแบบนี้จะช่วยละลายเอาสิ่งสกปรกให้หลุดออกมาจากผิวรถได้ส่วนหนึ่งซึ่งจะช่วยลดการเกิดรอยได้
   4. จุ่มถุงมือลงในถังน้ำยา้้ล้างรถ ถ้าล้างรถในร่ม ให้บีบเบา ๆ เอาน้ำส่วนเกินออกไปบ้าง จะได้ไม่หยดเปียกนองพื้น
   5. ใช้ถุงมือเช็ดรถไปทีละส่วน ขยับถุงมือเป็นแนวตรงไปมาตามทิศทางการไหลของอากาศเวลารถวิ่ง เริ่มจากหลังคารถไล่ลงมาจนถึงด้านล่าง
   6. พอเช็ดเสร็จส่วนนั้น ก็เอาถุงมือมาจุ่มลงในถังน้ำเปล่า
   7. ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์แบบ waffle weave ซับน้ำที่เหลือ และเพื่อลดการเกิดริ้วรอย อย่าถูผ้าไปมาบนผิวรถ ให้วางผ้าลงและซับน้ำเป็นจุด ๆ ไปจนทั่วรถ
   
   8. เมื่อล้างถุงมือจนสะอาดแล้ว ให้เอาถุงมือขึ้นจากถังแล้วบิดน้ำออก
   9. ล้างรถตามขั้นตอน 3-7 ไปเรื่อย ๆ จนครบทั้งคัน ถ้าใช้ถุงมือ 2 อัน ให้เปลี่ยนถุงมือเวลาจะล้างครึ่งล่างของรถ
 

การประเมินสภาพผิวรถ
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 01 มกราคม 2011, 14:16:56 »
 

Iczy

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,004
    กระทู้
การประเมินสภาพผิวรถ

ตอนที่รถสกปรกและต้องล้างเมื่อไร เรามักบอกได้ทันที แต่ขั้นตอนอื่นในการดีเทลลิ่งมักจะไม่ง่ายอย่างนั้น คำตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ ขั้นตอนเหล่านั้นจะทำก็ต่อเมื่อ "จำเป็นต้องทำ"
บทนี้จะมีคำแนะนำและเทคนิคที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่า ขั้นตอนใดถึงเวลาที่จะต้องทำแล้วบ้าง

มีหลายปัญหาที่เกิดกับสีรถซึ่งสามารถแก้ไขได้ในระหว่างการทำดีเทลลิ่ง ภาพด้านล่างนี้เป็นภาพตัดขวางที่แสดงถึงสภาพผิวรถทั่ว ๆ ไปก่อนการทำดีเทลลิ่ง ก้อนดำ ๆ ที่ติดอยู่ด้านบนคือสิ่งสกปรกติดแน่น (bonded contaminant) ส่วนรอยที่เป็นรูปตัว v ในชั้นเคลียร์โค้ตคือรอยขีดข่วน (scratch) สภาวะทั้งสองนี้ร่วมกันทำให้ผิวรถไม่สม่ำเสมอและไม่เงางาม



ความผิดปกติส่วนใหญ่ในภาพข้างบนนี้สามารถแก้ไขได้ สิ่งสกปรกติดแน่น เ่ช่น คราบแมลง ยางมะตอย ยางไม้ สามารถใช้น้ำยากลุ่ม bug & tar remover หรือจะใช้การลูบดินน้ำมัน ส่วนรอยขีดข่วนก็แก้ไขได้โดยการขัดออก หลังทำดีเทลเสร็จสมบูรณ์ ภาพตัดขวางของสีรถจะเป็นเหมือนด้านล่างนี้



การตรวจสภาพผิวรถทำได้โดยไม่ยากนัก ถ้าคุณรู้วิธีตรวจหาความผิดปกติของผิวรถ แก้ไขก็จะทำได้ไม่ยาก เพราะปัญหาผิวสองประเภทนี้มีวิธีแก้ไขเฉพาะของมัน

สิ่งสกปรกติดแน่นเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดคิดและพบได้ทั้งในรถที่ยังไม่เคยผ่านการดีเทลลิ่งเช่น รถใหม่ซิง ๆ เพิ่งออกจากโรงงาน ยางไม้ ยางมะตอยและผงเหล็กเป็นตัวอย่างของสิ่งสกปรกติดแน่นที่พบได้บ่อย ๆ บนผิวรถ แม้ว่าสิ่งสกปรกติดแน่นเหล่านี้จะมองเห็นได้ยาก แต่สามารถสัมผัสได้ง่าย

ในการตรวจหาสิ่งสกปรกติดแน่น สิ่งที่คุณต้องมีก็คือแผ่นพลาสติกบาง ๆ อาจเป็นถุงพลาสติกก็ได้ หลังล้างรถสะอาดแล้ว วางแผ่นพลาสติกลงบนผิวรถแล้วใช้มือลูบเบา ๆ บนแผ่นพลาสติกนั้น ถ้ารู้สึกเหมือนมีเม็ดเล็ก ๆ อยู่บนผิวรถ แสดงว่ามีสิ่งสกปรกติดแน่นอยู่ การเอาสิ่งสกปรกติดแน่นออก ต้องใช้ดินน้ำมัน
 แต่ถ้ารู้สึกผิวรถเรียบเนียน ก็แสดงว่าไม่มีสิ่งสกปรกติดแน่น และก็ไม่จำเป็นต้องลูบดินน้ำมัน ต้องทำแบบนี้กับผิวรถหลาย ๆ ที่ สิ่งสกปรกติดแน่นมักจะอยู่บนผิวรถที่อยู่ในแนวราบ เช่น หลังคา ฝากระโปรงรถ

เช่นเดียวกัน รอยขีดข่วนก็พบในรถจำนวนมาก แน่นอนว่า รอยขีดข่วนเหล่านี้มีระดับความรุนแรงและประเภทที่แตกต่างกันไป เจ้าของรถส่วนใหญ่เวลาพูดถึงรอยขีดข่วนก็มักนึกถึงรอยที่เกิดจากอุบัติเหตุ รอยพวกนี้มักจะลึกมาก แต่อย่างไรก็ตามยังมีรอยขีดข่วนที่ดูออกยาก เช่น รอยใยแมงมุม (cob webbing), ริ้วแสง (swirl) หรือแม้แต่รอยที่เกิดจากเครื่องขัด (buffer trail) ซึ่งมีผลต่อความเงางามของรถ

การตรวจหาและจำแนกประเภทของรอยขีดข่วน จำเป็นต้องใช้ไฟแรง ๆ ส่องดูผิวรถ แหล่งแสงสว่างที่ดีที่สุดก็คือ ดวงอาทิตย์ แสงอาทิตย์ที่สว่างจ้าจะเปิดเผยให้เห็นถึงริ้วรอยแทบทุกชนิดบนผิวรถ แต่ถ้าไม่อยากขับรถออกไปกลางแจ้ง หรือตอนนั้นเป็นกลางคืน หรือวันที่ฟ้าครึ้ม ก็สามารถใช้แสงสว่างจากหลอดไฟแทนได้ แสงจากหลอดฟลุออเรสเซนต์ ซีน่อน และฮาโลเจนสามารถใช้ส่องหาริ้วรอยได้เช่นกัน ทางที่ดีควรมีหลอดไฟทั้ง 3 แบบ เพราะแสงแต่ละชนิดเหมาะกับสีรถที่แตกต่างกันและเหมาะกับการส่องหาริ้วรอยคนละประเภท การประเิมินความรุนแรงหรือความลึกของรอยทำได้โดยอาศัยการสำรวจด้วยสายตา ความชำนาญจะเกิดขึ้นเองเมื่อได้ทำบ่อย ๆ การกำจัดริ้วรอยพวกนี้ต้องใช้การขัด (polishing) แต่ริ้วรอยบางประเภทก็ไม่สามารถขัดออกจนหมดได้ การขัดลบรอยได้โดยการขูดเอาชั้นเคลียร์โค้ตรอบ ๆ รอยออกจนกระทั่งเท่ากับจุดที่ลึกที่สุดของรอยนั้น รอยขีดข่วนบางรอยลึกจนแทบทะลุชั้นเคลียร์โค้ต ซึ่งการเอารอยลึกเช่นนี้ออก หมายความว่าเราต้องขัดเอาชั้นเคลียร์โค้ตออกจนเกือบหมด ซึ่งไม่ควรทำ

รอยใยแมงมุม
   รอยจากเครื่องขัด (buffer trail)
รอยสะเก็ดหิน

   คราบน้ำ


วิธีเดียวที่จะซ่อมแผลจากสะเก็ดหินก็คือการแต้มสีตามด้วยการลูบกระดาษทรายน้ำ (wet sanding) ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในที่นี้ เราจะเน้นเรื่องการรักษาสีรถให้ดูดีที่สุดเท่านั้น

คราบน้ำ (water spot) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากสำหรับคนทั่วไป คราบเหล่านี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ เช็ดแห้งไม่ถูกวิธี หรือโดนฝน ส่วนวิธีการเอาคราบน้ำออกก็ขึ้นกับว่าน้ำที่เป็นสาเหตุให้เกิดคราบนั้นมีความกระด้างแค่ไหนและระยะเวลาที่ปล่อยทิ้งไว้บนผิวรถ ในขั้นแรก ลองใช้น้ำส้มสายชู ดินน้ำมัน หรือ bug & tar remover เสียก่อนว่ากำจัดคราบได้หรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จ แสดงว่าคราบน้ำอาจจะกัดลึกลงไปในผิวแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ต้องใช้การขัดเพียงอย่างเดียว รอยบางรอยอาจลึกจนทะลุชั้นเคลียร์โค้ตจนกระทั่งต้องให้อู่ทำสีทำการซ่อมแซมให้
 

การลูบดินน้ำมัน (claying)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 01 มกราคม 2011, 16:18:45 »
 

Iczy

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,004
    กระทู้
การลูบดินน้ำมัน (claying)

ก่อนทำ:



หลังทำ:



หัวใจสำคัญของการมีผิวรถที่แวววาวก็คือ ต้องทำให้ผิวรถเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผิวรถที่ดูด้านมักจะเกิดจากการที่ผิวสีไม่ราบเรียบจากรอยขีดข่วน ออกซิเดชั่น หรือสิ่งสกปรกติดแน่น หลังลูบดินน้ำมัน ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นด้วยตาเปล่ามักจะเกิดขึ้นเมื่อทำกับผิวรถที่ไม่ได้รับการดูแลมานานเท่านั้น แต่ผลที่ได้จากการลูบดินน้ำมันจะปรากฏชัดเมื่อใช้มือลูบผิวรถดู

ดินน้ำมันสำหรับใช้กับสีรถเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผิวเรียบเนียน ในยุคแรก ๆ อู่สีใช้ดินน้ำมันเพื่อเก็บละอองสีส่วนเกินออกจากผิวรถ แต่ก็สามารถเอาสิ่งสกปรกที่เกิดจากสภาพแวดล้อมออกได้ด้วย



ดินน้ำมันทำงานคล้ายกับมีดโกนโดยเฉือนเอาสิ่งสกปรกติดแน่นออกจากผิวรถ ดินน้ำมันสำหรับดีเทลลิ่งมีความแรงหลายระดับ แต่เมื่อใช้ร่วมกับน้ำยาหล่อลื่นที่มากพอ จะปลอดภัยกับผิวสี ยกเว้นดินน้ำมันที่หยาบมากจริง ๆ เท่านั้น

การลูบดินน้ำมันก็เหมือนกับการล้างรถ ควรทำทั้งแต่ด้านบนลงมาด้านล่าง ให้ลูบดินน้ำมันเป็นแนวตรง ถ้าเป็นไปได้ให้ไปตามทิศทางลมที่ไหลผ่านผิวรถเวลารถวิ่ง แม้แต่ตอนที่ตัดสินใจว่าจะขัดอยู่แล้ว ก็ยังแนะนำว่าให้ลูบดินน้ำมันก่อน เพราะการกำจัดสิ่งสกปรกติดแน่นออกไปก่อน จะช่วยให้การขัดได้ผลดียิ่งขึ้น

การลูบดินน้ำมันควรทำประมาณปีละ 1-2 ครั้งก็พอ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ

สิ่งที่ต้องใช้

  • ดินน้ำมันสำหรับดีเทลลิ่ง - ให้ซื้อเฉพาะดินน้ำมันที่ระบุว่าความแรงปานกลาง อ่อน อ่อนมาก อ่อนสุดก็พอ เพราะในการดีเทลลิ่ง น้อยครั้งมากที่จำเป็นต้องใช้ดินน้ำมันแบบแรงสุด ยิ่งไปกว่านั้น ดินน้ำมันแบบแรงสุดมักจะทำให้เกิดริ้วรอยบนผิวรถแม้ว่าจะหล่อลื่นดีขนาดไหนก็ตาม
  • น้ำยาหล่อลื่นสำหรับลูบดินน้ำมัน (clay lube) - หลายบริษัทขายน้ำยาหล่อลื่นสำหรับลูบดินน้ำมันโดยเฉพาะ แม้ว่าน้ำยาพวกนี้จะใช้งานได้ดี แต่ในความเป็นจริง เราไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาเฉพาะก็ได้ เราสามารถใช้ quick detailer, แชมพูล้างรถ หรือน้ำยาล้างรถแบบไม่ใช้น้ำฉีดเป็นน้ำยาหล่อลื่นเวลาลูบดินน้ำมันได้เหมือนกัน ถ้าจะใช้แชมพูล้างรถหรือน้ำยาล้างรถแบบไม่ใช้น้ำฉีด ให้ผสมกับน้ำใส่ในขวดสเปรย์ แล้วฉีดบนผิวรถตอนลูบดินน้ำมัน แต่ถ้าใช้แชมพูล้างรถหล่อลื่นดินน้ำมัน อย่าลืมล้างรถหลังลูบดินน้ำมันเสร็จแล้วเพื่อเอาคราบแชมพูออก
  • ผ้าไมโครไฟเบอร์แบบ waffle weave - ใช้สำหรับซับน้ำ

ขั้นตอนการทำ
   1. ทำความสะอาดผิวรถก่อนลูบดินน้ำมันด้วยการล้างรถหรือฉีด quick detailer ถ้าเลือกใช้วิธีล้างรถ อย่าเพิ่งเช็ดแห้ง น้ำที่ใช้ฉีดล้างแชมพูในขั้นตอนสุดท้ายจะช่วยเพิ่มความลื่นในการลูบดินน้ำมันได้
   2. แบ่งดินน้ำมันออกเป็น 3-4 ส่วน ถ้าทำดินน้ำมันตกลงบนพื้น ให้ทิ้งชิ้นนั้นไปเลย อย่าเสียดาย การที่แบ่งดินน้ำมันออกเป็นหลายส่วนก็เพื่อป้องกันการทำหลุดมือไปทั้งก้อน และการแบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็ทำให้การลูบดินน้ำมันทำได้สะดวกขึ้นด้วย
   3. ฉีดน้ำยาหล่อลื่นลงบนบริเวณที่จะลูบให้เปียก
   4. ปั้นดินน้ำมันให้เป็นก้อนกลมแล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างบี้ให้แบน
   
   5. ใช้นิ้วทั้ง 4 นิ้วกดดินน้ำมันกับผิวรถแล้วถูจนกว่ามันจะลื่นไถลไปบนผิวรถอย่างสะดวก ใช้แรงกดดินน้ำมันไม่ต้องมากนักแค่อย่าให้มันหลุดจากผิวรถเป็นพอ
   
   6. หลังจากลูบบริเวณที่ต้องการจนเสร็จ ให้ดูดินน้ำมันว่าสกปรกแค่ไหน ถ้าสกปรกมาก ให้บีบ ๆ บี้ ๆ ดินน้ำมันจนกว่ามันจะดูสะอาดอีกครั้ง ถ้าเห็นสิ่งสกปรกชิ้นใหญ่ ๆ ติดอยู่ ให้ใช้เล็บจิกออกจากดินน้ำมันก่อน
   
   7. เช็ดน้ำยาหล่อลื่นบริเวณที่ลูบดินน้ำมันเสร็จแล้วด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์แบบ waffle weave
 

การขัดลบรอย (Polishing)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 24 มีนาคม 2011, 21:37:29 »
 

Iczy

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,004
    กระทู้
การขัดผิวรถ (Polishing)

ก่อนทำ:
 

หลังทำ:
 

การขัดผิวรถจะช่วยเพิ่มความเงางามให้กับสีรถของคุณได้มากยิ่งกว่าขั้นตอนใดในการทำดีเทลลิ่ง โดยสรุป การขัดจะทำให้ผิวรถเรียบเนียนโดยการทำให้สีรถบางลงเล็กน้อย ผิวที่เรียบเสมอกันจะดูสว่างใสและเยิ้มขึ้นกว่าตอนก่อนขัด ยิ่งไปกว่านั้น การขัดสามารถลบริ้วรอยต่าง ๆ ออกจากผิวรถได้ เช่น รอยขีดข่วน, swirl, คราบน้ำ ฯลฯ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการขัดจะขูดเอาชั้นแล็คเกอร์ออกไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับเดียวกับก้นริ้วรอยเหล่านั้น ซึ่งก็จะทำให้ผิวรถบริเวณนั้นเรียบเสมอกัน แต่อย่างไรก็ตาม ควรระลึกไว้เสมอว่า แม้ว่าเราจะสามารถขัดเอารอยทุกชนิดออกไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะทำเช่นนั้นเสมอไป รอยบางรอยเช่น รอยขีดข่วนซึ่งตามภาพด้านล่างจะอยู่ด้านขวาสุด ลึกมากจนกระทั่งการขัดจนถึงก้นของรอยนั้นจะเท่ากับเอาชั้นแล็คเกอร์ออกไปจนเกือบหมดทีเดียว



ถ้ารอยนั้นลึกจนเล็บคุณสะดุด แสดงว่ามันอาจลึกเกินกว่าที่จะขัดออกไปได้ แต่เราก็ยังควรขัดบริเวณนั้นอยู่ ทั้งนี้เพื่อทำให้รอยนั้นเห็นได้ยากขึ้น ไม่ใช่เพื่อกำจัดมันออกไป

การขัดมี 2 วิธีหลัก ๆ คือ ขัดด้วยมือ หรือใช้เครื่องขัด

แม้ว่าเราจะสามารถขัดสีรถด้วยมือโดยใ้ช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับขัดด้วยมือโดยเฉพาะเช่น Meguiar's Scratch-X ได้ก็ตาม แต่การขัดลบรอยด้วยมือนั้นจะเปลืองแรงมากทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น การขัดลบรอยโดยใช้มือมีประสิทธิภาพน้อยกว่าใช้เครื่อง และอาจจะสามารถลบรอยได้ประมาณ 80% เท่านั้นในขณะที่การใช้เครื่องขัดจะสามารถลบรอยได้ 90-100% การขัดโดยใช้เครื่องขัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและประหยัดเวลาที่สุด เหตุผลที่การขัดด้วยเครื่องสามารถลบริ้วรอยได้ดีกว่าการขัดด้วยมือก็เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเสียดสีเมื่อใ้ช้เครื่องขัด

เครื่องขัดมี 2 แบบ คือ เครื่อง dual action (DA) กับเครื่องโรตารี่ (rotary)

แป้นขัดของเครื่อง DA ไม่เพียงแต่หมุนรอบแกนเพียงระนาบเดียว หากแต่มันยังสั่นขึ้นลงตามแนวแกนด้วย ซึ่งทำให้แป้นขัดไม่จ่ออยู่กับจุดเดียวเป็นเวลานานเกินไป ช่วยลดโอกาสเกิดความร้อนสะสมได้ แต่ก็จะทำให้การขัดช้าลง เพื่อแลกมาด้วยความปลอดภัยและความง่ายในการใช้งานที่เพิ่มขึ้น คนทั่วไปที่เพิ่งเริ่มหัด ก็สามารถใช้งานเครื่อง DA ได้โดยไม่ยากนัก

แป้นของเครื่องโรตารี่จะหมุนรอบแกนของมันเพียงระนาบเดียว ซึ่งจะก่อให้เกิดความร้อนสูงจากการเสียดสีและทำให้ขัดได้เร็วกว่าเครื่อง DA เครื่องโรตารี่สามารถลบรอยได้เร็วกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าเครื่อง DA แต่ทว่า ถ้าผู้ใช้งานไม่มีความชำนาญพอ ก็สามารถทำให้สีไหม้หรือเกิดรอยจากการใช้บนผิวรถได้

น้ำยาขัดมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ผสมผงขัด กับกลุ่มที่เป็นสารเคมี

น้ำยาขัดกลุ่มที่ผสมผงขัดทำงานในลักษณะเดียวกับการใช้กระดาษทราย มันจะขูดเอาผิวสีออกด้วยความหยาบและคมของมัน เช่นเดียวกับกระดาษทราย น้ำยากลุ่มนี้มีระดับความหยาบที่หลากหลาย เรามักระบุความหยาบ-ละเอียดของน้ำยาโดยใช้คำว่า คอมปาวด์ (compound - น้ำยาขัดหยาบ), น้ำยาขัดขั้นสุดท้าย (finishing polish) และน้ำยาขัดระดับกลาง (medium cut polish) น้ำยาขัดสมัยใหม่นี้มักจะใช้ผงขัดที่แตกตัวเล็กลงได้ในระหว่างการขัดเพื่อป้องกันไม่ให้สีรถถูกขัดออกมากเกินไปและช่วยให้ผิวรถดูเรียบเนียนมากที่สุด ในขั้นตอนการขัด เรามักจะต้องใช้น้ำยาที่แรงลดหลั่นลงไปตามลำดับเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยการใช้น้ำยาที่แรงเพื่อลบรอย จากนั้นค่อยใช้น้ำยาขัดละเอียดเพื่อทำให้ผิวรถเปล่งประกายและลบริ้วรอยบาง ๆ ที่อาจยังหลงเหลืออยู่ น้ำยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับการลบรอย รวมถึงการแก้ไขผิวรถที่เกิดออกซิเดชั่นด้วย

น้ำยาขัดกลุ่มสารเคมีจะไม่มีผงขัดผสมอยู่ มันทำงานในลักษณะเดียวกับตัวทำละลายโดยละลายเอาสีที่เกิดออกซิเดชั่นออกไป โดยปกติแล้ว น้ำยากลุ่มนี้จะเหมาะสำหรับการแก้ไขผิวรถที่มีออกซิเดชั่น (รวมถึงผิวที่เป็นโลหะด้วย) เนื่องจากมันถูกออกแบบมาให้สลายและกำจัดคราบออกซิเดชั่น น้ำยาขัดกลุ่มนี้มักจะูถูกเรียกว่า น้ำยาทำความสะอาดผิวรถ (paint cleaner) หรือ น้ำยาทำความสะอาดก่อนลงแว๊กซ์ (pre-wax cleaner) มันเหมาะจะใช้กับผิวรถที่มีออกซิเดชั่นและกรณีที่ต้องการลอกแว๊กซ์เก่าออก น้ำยากลุ่มนี้สามารถใช้ลบรอยได้เหมือนกันแม้ว่าจะมีประสิทธิภาพด้อยกว่าน้ำยากลุ่มผงขัดเนื่องจากน้ำยากลุ่มนี้ต้องพึ่งความคมของแผ่นฟองน้ำในการขัด ดังนั้น น้ำยากลุ่มนี้จึงเหมาะจะใช้กับผิวรถที่ไม่มีริ้วรอยมากกว่า

ประสิทธิภาพของการขัดขึ้นกับความคมของฟองน้ำร่วมกับน้ำยาที่ใช้ขัด

แม้ว่าจะขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง แต่คุณไม่ควรจะขัดรถของคุณมากกว่า 2-3 ครั้งต่อปี คุณอาจจะขัดเฉพาะจุดเพื่อลบริ้วรอย แต่ขอให้คำนึงไว้เสมอว่า การขัดทำให้สีบางลง ถ้าขัดจนทะลุชั้นแล็คเกอร์ คุณก็จะต้องทำสีใหม่ตรงจุดนั้น

สิ่งที่ต้องใ้ช้
  • ร่มเงา - น้ำยาขัดส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใ้ช้งานกลางแดด ดังนั้นเราจะต้องหาที่จอดรถในร่มก่อนการขัด ซึ่งอาจจะเป็นในโรงรถ เต้นท์ ฯลฯ แต่ไม่แนะนำให้ขัดรถใต้ต้นไม้ เพราะยางไม้ ใบไม้ ละอองเกสร อาจจะหล่นลงมาใส่รถคุณในระหว่างการขัดได้
  • เครื่องขัด DA ปรับรอบได้ - เช่น Porter Cable (PC), Meguiar's G220, Blocoli
  • แป้นขัดขนาด 5-6 นิ้ว (backing plate) – ใช้สำหรับยึดฟองน้ำขัดให้ติดกับเครื่องขัด เส้นผ่าศูนย์กลางของแป้นขัดควรจะมีขนาดเล็กกว่าฟองน้ำที่ใช้อย่างน้อยครึ่งนิ้วเพื่อป้องกันไม่ให้แป้นขัดสัมผัสกับผิวรถโดยตรง
  • ฟองน้ำขัดขนาด 6.5 นิ้ว – คุณอาจต้องใช้ฟองน้ำหลายแบบในการขัด อย่างน้อย ๆ ก็ควรมี ฟองน้ำ cutting 1 ชิ้น ฟองน้ำ llight cutting 1 ชิ้น ฟองน้ำ polishing 2 ชิ้น และ ฟองน้ำ finishing 1 ชิ้น
  • น้ำยาขัด - ขึ้นกับสภาพผิวรถ คุณอาจต้องใช้น้ำยาที่มีระดับความแรง 1-2 ระดับแตกต่างกัน แน่นอนว่าคุณต้องใช้น้ำยาขัดละเอียด เช่น Menzerna FPII หรือ Poorboy's SSR1 แต่ก็อาจต้องใ้ช้น้ำยาขัดปานกลาง เช่น Menzerna Intensive Polish หรือ Poorboy's SSR3 ยิ่งน้ำยามีความแรงมากเท่าไร มันก็จะยิ่งสามารถลบรอยที่ลึกมากเท่านั้น ถ้าผิวรถแทบไม่มีริ้วรอย ควรใช้น้ำยากลุ่มที่ไม่มีผงขัดแทน เ่ช่น Poorboy's Pro Polish
  • ผ้าไมโครไฟเบอร์ - ผ้าไมโครไฟเบอร์คุณภาพดีจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเช็ดคราบน้ำยาขัด หลังจากขัดมาตลอดทั้งวัน คุณคงไม่อยากใช้ผ้าราคาถูกซึ่งจะทำลายผลงานอันแสนเหนื่อยยากของคุณด้วยการสร้างริ้วรอยขึ้นใหม่ขณะเช็ด คุณสามารถทดสอบความนุ่มของผ้าได้โดยการถูผ้าเบา ๆ บนแผ่น CD เปล่า ใช้ทั้งส่วนกลางของผ้าและขอบผ้า ถ้าผ้าทิ้งริ้วรอยบนแผ่น CD แสดงว่ามันก็อาจสร้างริ้วรอยให้กับรถของคุณได้เ่ช่นกัน ผ้าไมโครไฟเบอร์ขนสั้นจะเช็ดคราบน้ำยาขัดออกได้เร็วกว่าผ้าขนยาว แต่คราบน้ำยาก็จะสะสมในเนื้อผ้าได้เร็วกว่าด้วยเช่นกัน

ขั้นตอนการทำ
   1.ก่อนขัด ต้องแน่ใจก่อนว่ารถสะอาดและแห้ง ควรล้างหรือฉีดเช็ดด้วยดีเทลเลอร์ก่อนการขัดเสมอ เมื่อล้างรถเสร็จแล้วไม่ควรขยับรถก่อนการขัด
   2.ใช้เทปสำหรับงานทาสีมาปิดทับบริเวณที่เป็นพลาสติก ไวนิลใกล้ ๆ บริเวณที่ขัด
   3.เริ่มต้นด้วยการทดสอบน้ำยากับฟองน้ำขัดตรงผิวรถส่วนที่ไม่เด่นสะดุดตา (ดูขั้นตอนที่ 4-10) ถ้าผิวรถแค่ไม่เงางาม ใช้แค่น้ำยาขัด finishing กับฟองน้ำ polishing ก็น่าจะเอาอยู่ เริ่มต้นด้วยน้ำยา+ฟองน้ำแบบ finishing แล้วค่อยไล่ขึ้นไปหาน้ำยา+ฟองน้ำที่แรงขึ้นจนพบคู่น้ำยา+ฟองน้ำที่สามารถลบริ้วรอยได้พอดี ในการเช็คผลลัพธ์ ควรทำภายใต้แสงแรง ๆ หรือแสงอาทิตย์
   
   4.เมื่อพบคู่น้ำยา+ฟองน้ำที่เหมาะสมสำหรับการลบรอยแล้ว ต่อไปคือขัดส่วนที่เหลือของรถ ป้ายน้ำยาตามขอบของฟองน้ำ
   
   5.อย่าเพิ่งเปิดเครื่อง ให้คว่ำฟองน้ำลงบนผิวรถแล้วเกลี่ยน้ำยาให้ทั่วบริเวณที่จะขัด ซึ่งควรจะมีขนาดประมาณ 16 ตารางนิ้ว
   
   6.หมุนปรับความเร็วไปที่ระดับ 5 (จริง ๆ จะเป็นระดับ 6 ก็ได้ แต่ต้องระวังว่าจะเกิดความเสียหายกับฟองน้ำ ความร้อนที่สะสมจะทำให้แผ่นตีนตุ๊กแกละลายได้)
   7.กดฟองน้ำให้แนบกับผิวรถ แล้วเปิดเครื่อง
   
   8.ขยับเครื่องขัดช้า ๆ ไปตามผิวรถขณะใช้น้ำหนักกดปานกลาง ในตอนแรกให้ขยับเครื่องไปตามแนวซ้ายขวาก่อน
   
   แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นขึ้นลง
   
    ไม่ว่าจะขัดในแนวไหน ต้องให้แนวขัดมีการทับซ้อนกัน (overlap) ประมาณ 50 %
    9.ทำตามขั้นตอนข้อ 7 จนกระทั่งน้ำยาแตกตัวใส แล้วค่อยปิดเครื่องในขณะที่ฟองน้ำยังแนบอยู่กับผิวรถ
    10.ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์สะอาดเช็ดคราบน้ำยาที่เหลืออยู่บนผิวรถ ถ้าคราบน้ำยาติดแน่น ให้ฉีดน้ำหรือดีเทลเลอร์ช่วย อย่าถูแรง ๆ เพราะจะทำให้เกิดรอยได้
   
    11.ทำตามขั้นตอน 4-10 ไปจนกระทั่งขัดครบทั้งคัน
    12.ถ้าใช้น้ำยาขัดแรงปานกลางถึงสูง จะต้องทำขั้นตอนที่ 3-10 ซ้ำอีกครั้งโดยใช้ฟองน้ำ finishing ร่วมกับน้ำยา finishing ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเงางามให้กับผิวรถ
 

การเคลือบสี (waxing/sealing)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 25 มีนาคม 2011, 10:21:11 »
 

Iczy

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,004
    กระทู้
การเคลือบสี (waxing/sealing)

ก่อนทำ:



หลังทำ:



การเคลือบสีเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งในการทำดีเทลลิ่ง หลังจากเราใช้เวลานานนับชั่วโมงในการขัดผิวรถ แน่นอนที่สุดว่าเราต้องการปกป้องความเงางามนั้นไว้โดยการเคลือบด้วยแว๊กซ์หรือซีลแลนท์ ซึ่งนอกจากจะให้การปกป้องแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนเลนซ์ที่เราใช้ส่องดูผิวรถ นั่นหมายความว่า มันมีส่วนช่วยในเรื่องความงามของผิวรถด้วย

การเลือกแว๊กซ์/ซีลแลนท์ที่จะใช้ (ซึ่งในต่างประเทศบางครั้งจะใช้คำย่อว่า LSP ซึ่งย่อมาจาก Last Step Product) ก็เช่นเดียวกับการตัดสินใจในขั้นตอนอื่น ๆ ของการทำดีเทลลิ่ง คือ ขึ้นกับความชอบส่วนบุคคล ตัวเลือกที่เป็นไปได้คือ ใช้แว๊กซ์เพียงอย่างเดียว ใช้ซีลแลนท์เพียงอย่างเดียว หรือใช้ทั้งสองตัว

โดยทั่วไป แว๊กซ์จะทำให้สีรถดูมีชีวิตชีวา และยังช่วยขับเน้นเมตาลิกที่อยู่ในสีรถเราให้เด่นสะดุดตา สีรถของคุณจะดูเยิ้ม ลึกมีมิติ แว๊กซ์ยังสามารถช่้วยกลบรอยได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แว๊กซ์มักติดทนนานได้ประมาณ 1-3 เดือนขึ้นกับสภาพอากาศ

ซีลแลนท์ส่วนใหญ่จะให้ลักษณะใสเหมือนผิวที่ทาแล็คเกอร์ เช่นเดียวกับแว๊กซ์ ซีลแลนท์สามารถทำให้สีรถดูเยิ้ม และมักจะทำให้ผิวรถเนียนเรียบเมื่อสัมผัส คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของซีลแลนท์คือ มันทำให้ผิวรถสะท้อนเงาได้ดีมาก ๆ แต่ว่าภาพสะท้อนเหล่านั้นจะดูขาดมิติ ซีลแลนท์ส่วนใหญ่จะปกปิดรอยไม่ค่อยดีนัก หลัีงลงซีลแลนท์แล้วกลายเป็นว่าจะทำให้ริ้วรอยดูเด่นขึ้น นอกจากนี้ซีลแลนท์ยังติดทนนานกว่าแว๊กซ์มาก บางตัวติดทนนานถึง 5 เดือน

การใช้ซีลแลนท์รองพื้นเป็นชั้นแรก แล้วตามด้วยแว๊กซ์ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นการรวมข้อดีของผลิตภัณฑ์ทั้งสองแบบ คือ ความทนทานของซีลแลนท์ร่วมกับความลึกมีมิติของแว๊กซ์

สิ่งที่ต้องใช้
  • ร่มเงา - แว๊กซ์/ซีลแลนท์ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานภายใต้แสงอาทิตย์ตรง ๆ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องทำในที่ร่ม อาจจะเป็นในโรงรถ เต็นท์ ฯลฯ ไม่แนะนำให้เคลือบสีใต้ร่มไม้ เพราะยางไม้ ใบไม้ ละอองเกสร หรือเศษอื่น ๆ อาจจะตกลงมาใส่รถในขณะทำงานได้
  • แว๊กซ์/ซีลแลนท์ - เลือกตัวที่คุณชอบ แว๊กซ์คุณภาพดีสามารถหาซื้อได้ตามร้านหรือในเน็ท ตัวอย่างเช่น MG #26, DP Max Wax, Pinnacle Souveran, Zymol Concours, Wolfgang Deep Gloss Paint Sealant และ Menzerna FMJ เป็นต้น
  • อุปกรณ์สำหรับลงน้ำยา - เลือกแบบที่ชอบได้เลย มีอุปกรณ์หลายแบบที่ช่วยในการลงน้ำยาเคลือบสี เช่น อาจจะเป็นฟองน้ำกลม ฟองน้ำหุ้มไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าไมโครไฟเบอร์พับทบ แว๊กซ์ขี้ผึ้งเหมาะจะใช้ฟองน้ำกลม ส่วนน้ำยาที่เป็นของเหลวเหมาะจะใช้ฟองน้ำแบบอื่น ๆ ที่เหลือ
  • ผ้าไมโครไฟเบอร์ - ผ้าไมโครไฟเบอร์คุณภาพดีจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเช็ดคราบแว๊กซ์

ขั้นตอนการทำ
   1.รถต้องสะอาดและแห้ง ล้างรถหรือฉีดเช็ดด้วยดีเทลเลอร์ก่อนการเคลือบสี ถ้าเพิ่งขัดสีรถเสร็จไม่จำเป็นต้องล้างรถอีกครั้งก่อนการเคลือบสี เมื่อล้างรถจนสะอาดแล้ว ห้ามเคลื่อนรถก่อนการเคลือบสี
    2.ป้ายน้ำยาเล็กน้อยลงบนฟองน้ำแล้วใช้ฟองน้ำเกลี่ยน้ำยาบาง ๆ ให้ทั่วผิวรถเป็นส่วน ๆ ไป
   
    3.ทิ้งให้น้ำยาเซ็ทตัวตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในวิิธีใช้น้ำยานั้น ๆ
    4.ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์พับทบให้หนาเช็ดคราบน้ำยาเบา ๆ คราบที่เช็ดออกยากควรใช้ดีเทลเลอร์หรือน้ำกลั่นฉีดให้อ่อนตัวก่อนแล้วค่อยเช็ดแทนการเพิ่มแรงเช็ด
   
    5.ถ้าต้องการลงน้ำยาเพิ่มอีกชั้น ควรรอ 12-24 ชั่วโมง ทำตามขั้นตอน 1-4 เหมือนเดิม ถ้าใช้ทั้งซีลแลนท์และแว๊กซ์ ต้องลงซีลแลนท์ก่อนเสมอ แล้วรอ 12-24 ชม.ให้แห้งตัวดีก่อนแล้วค่อยลงแว๊กซ์ตาม
 

การดูแล/ฟื้นฟูสภาพโคมไฟรถ (Head Light Care/Restoration)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 25 มีนาคม 2011, 12:34:19 »
 

Iczy

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,004
    กระทู้
การดูแล/ฟื้นฟูสภาพโคมไฟรถ (Head Light Care/Restoration)

ก่อนทำ:


หลังทำ:


เมื่อเวลาผ่านไป โคมไฟรถอาจขุ่นมัวได้ ยิ่งถ้าไม่ดูแล ก็จะเกิดได้เร็วขึ้น ความขุ่นมัวนี้มีผลต่อประสิทธิภาพของโคมไฟ การดูแลโคมไฟอย่างถูกต้องจะช่วยให้มันทำงานได้ดีขึ้นและคุณก็จะมองเห็นทางเวลากลางคืนได้ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น โคมไฟได้รับการดูแลมาเป็นอย่างดีก็จะช่วยเสริมความงามให้กับรถของคุณได้

คุณควรขัดโคมไฟอย่างมากปีละครั้ง แต่ควรเคลือบโคมไฟทุกครั้งที่คุณเคลือบสีส่วนอื่น ๆ ของรถ

สิ่งที่ต้องใช้
  • ร่มเงา - น้ำยาขัดส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานท่ามกลางแสงแดดจัด ดังนั้นคุณจะต้องหาที่ร่ม ๆ จอดรถ เช่น โรงรถ เต็นท์ ฯลฯ ไม่แนะนำให้จอดรถใต้ร่มไ้ม้ เพราะยางไม้ ใบไม้ ละอองเกสรดอกไม้ หรือเศษอื่น ๆ อาจหล่นใส่รถคุณในระหว่างการทำดีเทลลิ่งได้
  • เครื่องขัดแบบ DA
  • แป้นจับฟองน้ำขนาด 3 นิ้ว - ใช้สำหรับยึดฟองน้ำกับเครื่อง DA เส้นผ่าศูนย์กลางของแป้นจับควรจะมีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของฟองน้ำอย่างน้อย 1 นิ้ว
  • ฟองน้ำขัดขนาด 4 นิ้ว - ในการขัดโคมไฟ ควรมีฟองน้ำประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ฟองน้ำ cutting 1 ชิ้น ฟองน้ำ light cutting 1 ชิ้น ฟองน้ำ polishing 2 ชิ้น เวลาใช้งานฟองน้ำขนาด 4 นิ้วจะต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะยิ่งฟองน้ำมีขนาดเล็ก ก็จะยิ่งมีความร้อนสะสมได้มากกว่าฟองน้ำขนาดใหญ่ ถ้าความร้อนสะสมมากเกินไป บริเวณที่ขัดอาจไหม้ได้
  • น้ำยาขัด - คุณอาจต้องใช้น้ำยาที่มีความแรงแตกต่างกัน 1-2 ตัวแล้วแต่สภาพโคมไฟ แต่ที่แน่ ๆ จะต้องมีน้ำยา finishing (เช่น Menzerna FPII หรือ Poorboy's SSR1) แต่ก็อาจต้องใช้น้ำยาขัดที่แรงปานกลาง (เช่น Menzerna Intensive Polish หรือ Poorboy's SSR2.5) หรือน้ำยาขัดที่แรงมาก (เช่น Menzerna Power Gloss หรือ Poorboy's SSR3) คุณอาจลองใช้น้ำยาขัดที่เป็นสารเคมี เช่น Poorboy's Pro Polish ก็ได้
  • น้ำยาเคลือบพลาสติก - เลือกตัวที่ชอบได้เลย หลังจากที่ทำการฟื้นฟูสภาพโคมไฟแล้ว เราก็ควรจะเคลือบเพื่อปกป้องมัน แม้ว่าจะมีน้ำยาสำหรับเคลือบสีพลาสติกโดยเฉพาะ เช่น Plexus และ Wolfgang Plastik Sealant แต่น้ำยาเคลือบสีรถเช่น Menzerna FMJ และ Wolfgang ก็ใช้งานได้ดีเช่นกัน
  • อุึปกรณ์สำหรับลงน้ำยา - เลือกตามใจชอบ จะเป็นฟองน้ำกลม ฟองน้ำหุ้มไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าไมโครไฟเบอร์พับทบ ก็ใช้งานได้เหมือนกัน
  • ผ้าไมโครไฟเบอร์ - เลือกใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์คุณภาพดีสำหรับเช็ดคราบน้ำยา

ขั้นตอนการทำ
   1.ก่อนขัด โคมไฟต้องสะอาดและแห้ง ถ้าจะขัดเฉพาะโคมไฟ ใช้แค่ผ้าไมโครไฟเบอร์ร่วมกับดีเทลเลอร์ฉีดแล้วเช็ดก็พอ
   2.เริ่มต้นด้วยการทดสอบน้ำยากับฟองน้ำขัดกับโคมไฟดวงหนึ่งก่อน ถ้าโคมไฟเพียงแต่ไม่เงางาม ใช้แค่น้ำยาขัด finishing กับฟองน้ำ polishing ก็น่าจะเอาอยู่ เริ่มต้นด้วยน้ำยา+ฟองน้ำแบบ finishing แล้วค่อยไล่ขึ้นไปหาน้ำยา+ฟองน้ำที่แรงขึ้นจนพบคู่น้ำยา+ฟองน้ำที่สามารถลบริ้วรอยได้พอดี
   3.เมื่อพบฟองน้ำ+น้ำยาที่เหมาะสมแล้ว ให้เทน้ำยาขนาดประมาณเหรียญบาทลงบนฟองน้ำ
   4.ใช้ฟองน้ำเกลี่ยน้ำยาจนทั่วโคมไฟในขณะที่ยังปิดเครื่องอยู่
   5.ปรับความเร็วไปที่ระดับ 5
   6.กดฟองน้ำให้แนบกับโคมไฟ แล้วค่อยเปิดเครื่อง
   
   7.เคลือนเครื่ืองไปช้า ๆ ตามผิวโคมไฟ (ประมาณ 1 นิ้วต่อวินาที) ตอนแรกให้ขัดจากซ้ายไปขวา
   
   แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นขัดขึ้น-ลง
   
    8.ทำตามขั้นตอนที่ 7 ไปจนกว่าน้ำยาจะแตกตัวใส แล้วกดปิดเครื่องในขณะที่ฟองน้ำยังแนบอยู่กับผิวโคมไฟ
    9.ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดคราบน้ำยาที่เหลือ
    10.ถ้าใช้น้ำยาขัดแบบแรงมากหรือแรงปานกลาง ให้ทำตามขั้นตอนที่ 3-9 ซ้ำอีกครั้งโดยใช้น้ำยา finishing กับฟองน้ำ polishing เพื่อเพิ่มความเงางามให้กับพลาสติก
    11.เทน้ำยาเคลือบพลาสติกลงบนฟองน้ำสำหรับเคลือบ แล้วเกลี่ยให้ัทั่วโคมไฟ
    12.ปล่อยให้น้ำยาเซ็ทตัวตามระยะเวลาที่แนะนำโดยเจ้าของผลิตภัณฑ์
    13.ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดคราบน้ำยาส่วนเกินออก