You are Here:







การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร

ผู้เขียน (อ่าน 21787 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

 

maipoo

  • TWCC Certified Trader
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,153
    กระทู้
  • รถสีบรอนซ์เงิน ให้สวยอย่างรถสีดำเป็นไปได้ยาก
ใครเลยได้ยินตัวแลคเกอร์ nax Crystal 9905 Mirror Image Clear 2:1 บ้างครับ
http://www.youtube.com/watch?v=Hrq0AgTfbzo

มันต่างจากการเคลือบแก้วอย่างไรครับ
 

 

BlaZter

  • มาทำให้รถเงากันเถอะ.. ^_^
  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,502
    กระทู้

 นาที่ 0.49 ทำการขัดรถทั้งคันด้วยน้ำยาขัดด้าน ใช้คำแรงอ่ะน่าจะใช้คำว่าขัดหยาบมากกว่าฟังแล้วคุ้นเคยแต่ขัดด้านสีมันด่านจริงๆนะ..  :mon08:

 รายละเอียดเดี๋ยวรอน้าๆที่รู้จริงมาตอบดีกว่าผมแวะเข้ามาดูหาความรู้เปิดหูเปิดตาเฉยๆครับ.. :mon01:
 

 

TH!NK

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้จัดการ = -
  • ****
  • 656
    กระทู้
 :mon02:ขอปูเสื่อรออีกคนครับ
 

 

maipoo

  • TWCC Certified Trader
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,153
    กระทู้
  • รถสีบรอนซ์เงิน ให้สวยอย่างรถสีดำเป็นไปได้ยาก
:mon02:ขอปูเสื่อรออีกคนครับ

 นาที่ 0.49 ทำการขัดรถทั้งคันด้วยน้ำยาขัดด้าน ใช้คำแรงอ่ะน่าจะใช้คำว่าขัดหยาบมากกว่าฟังแล้วคุ้นเคยแต่ขัดด้านสีมันด่านจริงๆนะ..  :mon08:

 รายละเอียดเดี๋ยวรอน้าๆที่รู้จริงมาตอบดีกว่าผมแวะเข้ามาดูหาความรู้เปิดหูเปิดตาเฉยๆครับ.. :mon01:

พอดีวันนี้ผมไปร้านสีมาน่ะครับ
แล้วเฮียเจ้าของร้านเค้าเห็นรถเลยถามว่าสนใจพ่นแลคเกอร์เงาแบบเคลือบแก้วมั๊ย
ผมบอกไปว่าชอบลงแว๊กซ์มากกว่า
แกก็เชียร์ว่าลองดูก่อนเพราะตอนนี้มี Promotion ซื้อแคลเกอร์ 2 ตัวจาก 6 พันกว่า
มีคืนจากบริษัทเหลือแค่พันเศษ ผมถามว่าลงเองแบบลงแว๊กซ์ได้มั๊ย ปรากฎว่าแกให้ดูใน youtube ซึ่งมันเหมือนทำสีใหม่เลย
แต่ราคาพี่แกบอกมามันก็น่าสนใจ แต่ไม่รู้ว่าจ้างอู่พ่นงานมันจะคุ้มหรือแพงกว่าพวกเคลือบแก้วมั๊ย



:mon02:ขอปูเสื่อรออีกคนครับ

รอเหมือนกันครับ อิ อิ


 

 

pattaravit

  • TWCC Certified Trader
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 1,293
    กระทู้
เท่าที่คิดได้ตอนนี้

1.ได้ชั้นฟิล์มหนากว่า แต่ในทางกลับกันถ้าพ่นหนามากก็ทำให้สีออกไปในโทนเหลือง
/ เคลือบแก้วไม่เหลืองเพราะชั้นฟิล์มมันไม่หนามาก

2.แลคเกรอ์ชั้นฟิล์มที่ได้คงทนกว่า และ ไม่ละลายใน Solvent บางกลุ่ม
/ เคลือบแก้วละลายใน Solvent บางกลุ่ม เช่น น้ำยาเช็ดยางมะตอย รถผมเองตอนเช็ดเคลือบแก้วออกมาด้วย 555+ เซง

3.แลคเกอร์ได้ความ Gloss ที่วัดโดย Gloss Meter ได้มากกว่า อันเนื่องมาจากหลังจากพ่นแลคเกอร์ต้องขัดอีก ซึ่งตรงนี้จะขัดให้ Gloss แค่ไหนก็ได้ wet sand ก่อนขัดยังได้
/ เคลือบแก้วปล่อยให้เซ็ตตัวตามธรรมชาติ การเรียงตัวของพื้นผิวได้เรียบแค่ไหนก็แค่นั้น ทำไรอีกไม่ได้ เห็นบางสูตรขัดละเอียดอีกรอบ ก็ได้อีกนิดหน่อยเดี๋ยวออกหมด

4.ติดทนนานกว่า แลคเกอร์ติดทน 10 ปี++ เสื่อมสภาพ wet sand ได้ / เคลือบแก้วไม่น่าจะเกิน 5 ปี เสื่อมสภาพก็บางลงไปเรื่อยๆเอง

5.ระยะเวลาในการทำ แลคเกอร์นานกว่ามาก ทั้งคันต้องมี 2 วัน++ / เคลือบแก้วเช้ารับเย็นได้เลย

6.ความใสของชั้นฟิล์ม ตัวสารแลคเกอร์จะใสขุ่นๆคล้ายๆน้ำเกลือข้นๆ / เคลือบแก้วจะใสปิ้งๆเหมือนน้ำเปล่า

นึกออกแค่นี้ครับ รอท่านอื่นช่วยเสริมนะครับ   :mon08:
 

 

TH!NK

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้จัดการ = -
  • ****
  • 656
    กระทู้
ขอบคุณครับ
 

 

maipoo

  • TWCC Certified Trader
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,153
    กระทู้
  • รถสีบรอนซ์เงิน ให้สวยอย่างรถสีดำเป็นไปได้ยาก
เท่าที่คิดได้ตอนนี้

1.ได้ชั้นฟิล์มหนากว่า แต่ในทางกลับกันถ้าพ่นหนามากก็ทำให้สีออกไปในโทนเหลือง
/ เคลือบแก้วไม่เหลืองเพราะชั้นฟิล์มมันไม่หนามาก

2.แลคเกรอ์ชั้นฟิล์มที่ได้คงทนกว่า และ ไม่ละลายใน Solvent บางกลุ่ม
/ เคลือบแก้วละลายใน Solvent บางกลุ่ม เช่น น้ำยาเช็ดยางมะตอย รถผมเองตอนเช็ดเคลือบแก้วออกมาด้วย 555+ เซง

3.แลคเกอร์ได้ความ Gloss ที่วัดโดย Gloss Meter ได้มากกว่า อันเนื่องมาจากหลังจากพ่นแลคเกอร์ต้องขัดอีก ซึ่งตรงนี้จะขัดให้ Gloss แค่ไหนก็ได้ wet sand ก่อนขัดยังได้
/ เคลือบแก้วปล่อยให้เซ็ตตัวตามธรรมชาติ การเรียงตัวของพื้นผิวได้เรียบแค่ไหนก็แค่นั้น ทำไรอีกไม่ได้ เห็นบางสูตรขัดละเอียดอีกรอบ ก็ได้อีกนิดหน่อยเดี๋ยวออกหมด

4.ติดทนนานกว่า แลคเกอร์ติดทน 10 ปี++ เสื่อมสภาพ wet sand ได้ / เคลือบแก้วไม่น่าจะเกิน 5 ปี เสื่อมสภาพก็บางลงไปเรื่อยๆเอง

5.ระยะเวลาในการทำ แลคเกอร์นานกว่ามาก ทั้งคันต้องมี 2 วัน++ / เคลือบแก้วเช้ารับเย็นได้เลย

6.ความใสของชั้นฟิล์ม ตัวสารแลคเกอร์จะใสขุ่นๆคล้ายๆน้ำเกลือข้นๆ / เคลือบแก้วจะใสปิ้งๆเหมือนน้ำเปล่า

นึกออกแค่นี้ครับ รอท่านอื่นช่วยเสริมนะครับ   :mon08:

ขอบคุณครับ
แบบนี้ก็เหมือนการเพิ่มชั้นเคลียร์โค้ทให้รถเราถูกต้องหรือไม่ครับ
เหมือนการซ่อมสีอย่างหนึ่ง
แสดงว่าถ้ารถเก่าหมองก็ควรใช้วิธีนี้เพื่อเพิ่มชั้นเคลียร์โค้ท

ส่วนความใสสู้เคลือบแก้วไม่ได้แต่เราสามารถดูแลลงแว๊กซ์เพิ่มความเงางามได้ใช่มั๊ยครับ



 

 

kitbunchu

  • สมาชิกถาวร
  • - = เด็กขัดเคลือบ = -
  • **
  • 239
    กระทู้
ขอบคุณข้อมูลมากเลยครับ สรุป ถ้าเป็นรถเก่าผมเอาไปซ่อมสี รถใหม่ผมลงแว๊กครับ ปล.ถึงตอนนี้รถเก่าก็ยังลงแว๊กอยู่ ยังไม่มีตังไปทำสีใหม่ทั้งคัน 555+
 

 

bct

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้จัดการ = -
  • ****
  • 580
    กระทู้
ในฐานะนักเคมี ผมเลยศึกษาเรื่องเคลือบแก้วดู...มันไม่ใช่แก้วครับ มันคือพลาสติกที่โครงสร้างแกนเป็นธาตุซิลิกอน และออกซิเจน มีหมู่โซ่ข้างไฮโดรคาร์บอน..เอาจริงๆคือไม่สามารถจัดเป็นสารกลุ่มแก้วได้เลย แต่เพราะการตลาดจึงเรียกว่าแก้วครับ  พวกแก้วจะต้องเป็นสารกลุ่มโครงผลึกร่างตาข่ายไปจนถึงสารกลุ่มไอออนิกและซิลิเกต  แต่ที่เราเรียกเคลือบแก้วทุกวันนี้มันเป็นพอลีออแกนโนซิลิคอน ส่วนเคลียรโค๊ทส่วนใหญ่เป็นพวกแลกเกอร์..ซึ่งผมไม่ทราบกลุ่มครับ

เป็นผมนะ...ลงแลกเกอร์เพิ่มความหนาแล้วจัดแวกซ์ครับ
 

 

TH!NK

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้จัดการ = -
  • ****
  • 656
    กระทู้
 :mon18: ขอบคุณอีกหนึ่ง the wizards นักเล่นแร่แปรธาตุของเรา :mon08:

ขอบคุณครับ อ. พสุ
 

 

pattaravit

  • TWCC Certified Trader
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 1,293
    กระทู้
เท่าที่คิดได้ตอนนี้

1.ได้ชั้นฟิล์มหนากว่า แต่ในทางกลับกันถ้าพ่นหนามากก็ทำให้สีออกไปในโทนเหลือง
/ เคลือบแก้วไม่เหลืองเพราะชั้นฟิล์มมันไม่หนามาก

2.แลคเกรอ์ชั้นฟิล์มที่ได้คงทนกว่า และ ไม่ละลายใน Solvent บางกลุ่ม
/ เคลือบแก้วละลายใน Solvent บางกลุ่ม เช่น น้ำยาเช็ดยางมะตอย รถผมเองตอนเช็ดเคลือบแก้วออกมาด้วย 555+ เซง

3.แลคเกอร์ได้ความ Gloss ที่วัดโดย Gloss Meter ได้มากกว่า อันเนื่องมาจากหลังจากพ่นแลคเกอร์ต้องขัดอีก ซึ่งตรงนี้จะขัดให้ Gloss แค่ไหนก็ได้ wet sand ก่อนขัดยังได้
/ เคลือบแก้วปล่อยให้เซ็ตตัวตามธรรมชาติ การเรียงตัวของพื้นผิวได้เรียบแค่ไหนก็แค่นั้น ทำไรอีกไม่ได้ เห็นบางสูตรขัดละเอียดอีกรอบ ก็ได้อีกนิดหน่อยเดี๋ยวออกหมด

4.ติดทนนานกว่า แลคเกอร์ติดทน 10 ปี++ เสื่อมสภาพ wet sand ได้ / เคลือบแก้วไม่น่าจะเกิน 5 ปี เสื่อมสภาพก็บางลงไปเรื่อยๆเอง

5.ระยะเวลาในการทำ แลคเกอร์นานกว่ามาก ทั้งคันต้องมี 2 วัน++ / เคลือบแก้วเช้ารับเย็นได้เลย

6.ความใสของชั้นฟิล์ม ตัวสารแลคเกอร์จะใสขุ่นๆคล้ายๆน้ำเกลือข้นๆ / เคลือบแก้วจะใสปิ้งๆเหมือนน้ำเปล่า

นึกออกแค่นี้ครับ รอท่านอื่นช่วยเสริมนะครับ   :mon08:

ขอบคุณครับ
แบบนี้ก็เหมือนการเพิ่มชั้นเคลียร์โค้ทให้รถเราถูกต้องหรือไม่ครับ
เหมือนการซ่อมสีอย่างหนึ่ง
แสดงว่าถ้ารถเก่าหมองก็ควรใช้วิธีนี้เพื่อเพิ่มชั้นเคลียร์โค้ท

ส่วนความใสสู้เคลือบแก้วไม่ได้แต่เราสามารถดูแลลงแว๊กซ์เพิ่มความเงางามได้ใช่มั๊ยครับ

ถูกต้องครับ
ถ้ารถเก่าหมอง ลอง wet sand ลึกๆแล้วขัดดูก่อนครับ บางทีแลคเกรอ์มันเสื่อมแค่ส่วนของผิวหน้า เนื้อในมันยังใส

ถ้า wet sand ลึกๆแล้วยังหมองอยู่ถึงจัดลูบโล้น ให้เกือบจะเหลือแต่สีจริง แล้วพ่นเคลียทับหน้าครับ

ใสปิ้งๆ
 

 

pattaravit

  • TWCC Certified Trader
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 1,293
    กระทู้
ในฐานะนักเคมี ผมเลยศึกษาเรื่องเคลือบแก้วดู...มันไม่ใช่แก้วครับ มันคือพลาสติกที่โครงสร้างแกนเป็นธาตุซิลิกอน และออกซิเจน มีหมู่โซ่ข้างไฮโดรคาร์บอน..เอาจริงๆคือไม่สามารถจัดเป็นสารกลุ่มแก้วได้เลย แต่เพราะการตลาดจึงเรียกว่าแก้วครับ  พวกแก้วจะต้องเป็นสารกลุ่มโครงผลึกร่างตาข่ายไปจนถึงสารกลุ่มไอออนิกและซิลิเกต  แต่ที่เราเรียกเคลือบแก้วทุกวันนี้มันเป็นพอลีออแกนโนซิลิคอน ส่วนเคลียรโค๊ทส่วนใหญ่เป็นพวกแลกเกอร์..ซึ่งผมไม่ทราบกลุ่มครับ

เป็นผมนะ...ลงแลกเกอร์เพิ่มความหนาแล้วจัดแวกซ์ครับ
เห็นด้วยครับอาจารย์ ที่อาจารย์กล่าวมาผมพิสูจน์มาแล้วเป็นแบบนั้นจริงๆครับ

ตอนผมเอา Solvent ตัวหนึ่งเช็ดคราบยางมะตอยที่รถผม พอมันโดนชั้นเคลือบแก้วเท่านั้นแหละครับ Active อย่างรวดเร็ว จากฟิล์มใสๆกลายเป็นชั้นสีขาวขุ่นๆ แล้วสลายออกมาเลย 555555+ ตะลึง  :mon14:
นึกถึงเวลาขวดพลาสติกบางประเภทโดน Solvent เลยครับ จากขวดสีขาวใสกลายเป็นขาวขุ่นแบบนั้นเป๊ะะะะเลยยยยยย  :mon08:

:mon01: แต่ว่าไปเฉลยความจริงว่าเคลือบแก้วมันไม่ใช่แก้วมันคือพลาสติก ระวังเค้าจะมาแซะอาจารย์เอานะครับ ผมเคยโดนมาแล้ว กำไรต่อคันมันเยอะมาก บางครั้งทำให้รับความจริงไม่ค่อยได้ ใครวิจารณ์โดน :mon08:

ผมคิดเหมือนอาจารย์ครับ ว่าเป็นผม จัดแลกเกอร์ดีกว่าแน่นอน
 

 

maipoo

  • TWCC Certified Trader
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,153
    กระทู้
  • รถสีบรอนซ์เงิน ให้สวยอย่างรถสีดำเป็นไปได้ยาก
คุณ pattaravit และ อ.วสุ bct
ขอบคุณสำหรับข้อมูลทางวิชาการดีๆครับ

แสดงว่าการเคลือบแลคเกอร์เป็นวิธีการที่น่าสนใจจริงๆ


คุณโต้ง TH!NK / คุณkitbunchu
น่าลองนะครับกับการเคลือบแลคเกอร์  555555


 

 

bct

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้จัดการ = -
  • ****
  • 580
    กระทู้
ในฐานะนักเคมี ผมเลยศึกษาเรื่องเคลือบแก้วดู...มันไม่ใช่แก้วครับ มันคือพลาสติกที่โครงสร้างแกนเป็นธาตุซิลิกอน และออกซิเจน มีหมู่โซ่ข้างไฮโดรคาร์บอน..เอาจริงๆคือไม่สามารถจัดเป็นสารกลุ่มแก้วได้เลย แต่เพราะการตลาดจึงเรียกว่าแก้วครับ  พวกแก้วจะต้องเป็นสารกลุ่มโครงผลึกร่างตาข่ายไปจนถึงสารกลุ่มไอออนิกและซิลิเกต  แต่ที่เราเรียกเคลือบแก้วทุกวันนี้มันเป็นพอลีออแกนโนซิลิคอน ส่วนเคลียรโค๊ทส่วนใหญ่เป็นพวกแลกเกอร์..ซึ่งผมไม่ทราบกลุ่มครับ

เป็นผมนะ...ลงแลกเกอร์เพิ่มความหนาแล้วจัดแวกซ์ครับ
เห็นด้วยครับอาจารย์ ที่อาจารย์กล่าวมาผมพิสูจน์มาแล้วเป็นแบบนั้นจริงๆครับ

ตอนผมเอา Solvent ตัวหนึ่งเช็ดคราบยางมะตอยที่รถผม พอมันโดนชั้นเคลือบแก้วเท่านั้นแหละครับ Active อย่างรวดเร็ว จากฟิล์มใสๆกลายเป็นชั้นสีขาวขุ่นๆ แล้วสลายออกมาเลย 555555+ ตะลึง  :mon14:
นึกถึงเวลาขวดพลาสติกบางประเภทโดน Solvent เลยครับ จากขวดสีขาวใสกลายเป็นขาวขุ่นแบบนั้นเป๊ะะะะเลยยยยยย  :mon08:

:mon01: แต่ว่าไปเฉลยความจริงว่าเคลือบแก้วมันไม่ใช่แก้วมันคือพลาสติก ระวังเค้าจะมาแซะอาจารย์เอานะครับ ผมเคยโดนมาแล้ว กำไรต่อคันมันเยอะมาก บางครั้งทำให้รับความจริงไม่ค่อยได้ ใครวิจารณ์โดน :mon08:

ผมคิดเหมือนอาจารย์ครับ ว่าเป็นผม จัดแลกเกอร์ดีกว่าแน่นอน
ผมก็คันปากมานานแล้วอ่ะครับ..แต่กลัวโดนเหมือนกัน 555
 

 

Piggy_man

  • TWCC Certified Trader
  • - = เด็กรับรถ = -

  • 4
    กระทู้
  • RSCOCKPIT
จากในคลิปลงน้ำหยาบทำให้สีด้านก่อนแล้วพ่นเคลือบแลคเกอร์เข้าไป แบบนี้พวกสี metallic เม็ดสีมันจะไม่โดนความด้านตอนลงน้ำยากลบหมดหรอครับ  :mon07:
 

 

TH!NK

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้จัดการ = -
  • ****
  • 656
    กระทู้
 :mon02: น้ายูรผมยังไม่ดีกว่า ครับ กลัวหนาไปเวลาปล่อยต่อชอบโดนกดราคา คันเก่าเจอมาครับ
 :mon13:
 

 

kitbunchu

  • สมาชิกถาวร
  • - = เด็กขัดเคลือบ = -
  • **
  • 239
    กระทู้
:mon02: น้ายูรผมยังไม่ดีกว่า ครับ กลัวหนาไปเวลาปล่อยต่อชอบโดนกดราคา คันเก่าเจอมาครับ
 :mon13:

หนาไปก็ไม่เงา ต้องมานั่ง wet sand อีก  :mon08:
 

 

pattaravit

  • TWCC Certified Trader
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 1,293
    กระทู้
:mon02: น้ายูรผมยังไม่ดีกว่า ครับ กลัวหนาไปเวลาปล่อยต่อชอบโดนกดราคา คันเก่าเจอมาครับ
 :mon13:

หนาไปก็ไม่เงา ต้องมานั่ง wet sand อีก  :mon08:

ใช่เลยครับ ถ้าจะเล่นแลคเกอร์หนาๆๆๆ แบบเห็นเป็นวุ้นๆๆๆ ต้องทำ wet sand เอาผิวส้มออกให้หมดเท่านั้น ไม่งั้นดูไม่ได้เลยครับ เละเทะ  :mon08:

 

 

bct

  • สมาชิกถาวร
  • - = ผู้จัดการ = -
  • ****
  • 580
    กระทู้
วันก่อนที่เชียงใหม่มีงานมอร์เตอร์อะไรสักอย่างนี่แหละ มีบริษัทหนึ่งมาโฆษณาลงเคลียร์โค๊ทใหม่ ผมเอากระป๋องมาดู ตัวน้ำยาระบุว่าเป็น n-butyl acetate งงเลย น้ำยาตัวนี้เป็นโซลเวนท์ครับ มันเป็นของเหลว ไม่ขึ้นรูปเป็นเคลียร์โค๊ทอ่ะ โครงสร้างทางเคมีไม่มีพันธะคู่ของคาร์บอนกับคาร์บอนด้วย ไม่มีหมู่ฟังก์ชั่นอิสระเลย ไม่สามารถเกิดเป็นพอลิเมอร์ได้

ผมเลยเข้าไปหาข้อมูลดูพบว่าตัวนี้เป็นตัวทำละลายสำหรับแล็กเกอร์ครับ แสดงว่าบริษัทเค้าไม่ยอมบอกว่าใช้ตัวแล็กเกอร์จริงๆเป็นสารอะไร แต่ทั่วๆไปแล็กเกอร์ที่นิยมใช้กันก็พวกไนโตรเซลลูโลสใช้ฝ้ายเป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ อีกกลุ่มก็พวกสารสกัดจากครั่งเป็นพวกเรซิน และอีกพวกก็คือพอลีคาร์บอเนตจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ผมสนใจกลุ่มแชลแลกเรซินจากครั่งนี่แหละ ทางเหนือเยอะมาก กำลังว่าจะขอทุนวิจัยเรื่องครั่งพอดี ถ้านำมาผสมคาร์นัวบาร์เป็นแวกซ์จะเวิร์กไม๊เนี่ะ  :mon02:

อีกอย่างใครว่าราคาพวกเคลือบแก้วมันแพง ลองไปตามร้านสารเคมีขอซื้อ Dimethylcone หรือเรียกว่า PDMS มาผสมน้ำมันพืชกับ IPA ดูนะครับ ดูจากสูตรโครงสร้างที่ฉลากแล้วมันคือ dimethylcone ครับ เห็นราคาที่ร้านสารเคมีแล้วจะตะลึง....มันถูกมากกกกกกก
(แต่อย่าผสมเข้มนะครับเดี๋ยวงานเข้า หาสูตรกันเองเน้อ...ผมช่วงนี้ยังไม่ว่างทดลองให้ครับ อิอิ)
 

 

maipoo

  • TWCC Certified Trader
  • - = ผู้เชี่ยวชาญ = -
  • ******
  • 2,153
    กระทู้
  • รถสีบรอนซ์เงิน ให้สวยอย่างรถสีดำเป็นไปได้ยาก
วันก่อนที่เชียงใหม่มีงานมอร์เตอร์อะไรสักอย่างนี่แหละ มีบริษัทหนึ่งมาโฆษณาลงเคลียร์โค๊ทใหม่ ผมเอากระป๋องมาดู ตัวน้ำยาระบุว่าเป็น n-butyl acetate งงเลย น้ำยาตัวนี้เป็นโซลเวนท์ครับ มันเป็นของเหลว ไม่ขึ้นรูปเป็นเคลียร์โค๊ทอ่ะ โครงสร้างทางเคมีไม่มีพันธะคู่ของคาร์บอนกับคาร์บอนด้วย ไม่มีหมู่ฟังก์ชั่นอิสระเลย ไม่สามารถเกิดเป็นพอลิเมอร์ได้

ผมเลยเข้าไปหาข้อมูลดูพบว่าตัวนี้เป็นตัวทำละลายสำหรับแล็กเกอร์ครับ แสดงว่าบริษัทเค้าไม่ยอมบอกว่าใช้ตัวแล็กเกอร์จริงๆเป็นสารอะไร แต่ทั่วๆไปแล็กเกอร์ที่นิยมใช้กันก็พวกไนโตรเซลลูโลสใช้ฝ้ายเป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ อีกกลุ่มก็พวกสารสกัดจากครั่งเป็นพวกเรซิน และอีกพวกก็คือพอลีคาร์บอเนตจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ผมสนใจกลุ่มแชลแลกเรซินจากครั่งนี่แหละ ทางเหนือเยอะมาก กำลังว่าจะขอทุนวิจัยเรื่องครั่งพอดี ถ้านำมาผสมคาร์นัวบาร์เป็นแวกซ์จะเวิร์กไม๊เนี่ะ  :mon02:

อีกอย่างใครว่าราคาพวกเคลือบแก้วมันแพง ลองไปตามร้านสารเคมีขอซื้อ Dimethylcone หรือเรียกว่า PDMS มาผสมน้ำมันพืชกับ IPA ดูนะครับ ดูจากสูตรโครงสร้างที่ฉลากแล้วมันคือ dimethylcone ครับ เห็นราคาที่ร้านสารเคมีแล้วจะตะลึง....มันถูกมากกกกกกก
(แต่อย่าผสมเข้มนะครับเดี๋ยวงานเข้า หาสูตรกันเองเน้อ...ผมช่วงนี้ยังไม่ว่างทดลองให้ครับ อิอิ)

ความรู้ทั้งนั้น
ขอบคุณ อ.พสุ ครับ

ครั่ง ที่ว่าคือเจ้าตัวแดงๆที่เลี้ยงแล้วส่งขายไปญี่ปุ่นเยอะๆใช่มั๊ยครับ
ผมเพิ่งทราบว่ามันอาจนำมาทำพวกเรซินได้
คิดว่าทำเครื่องสำอางค์เป็นหลัก