TWCC : Thai Washer Car Club :: Car Wax Community ::: ชุมชนสำหรับคนรักความเงางามของรถ

TWCC Free Style => Off Topic => ข้อความที่เริ่มโดย: maipoo ที่ 11 ตุลาคม 2013, 19:38:17

หัวข้อ: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: maipoo ที่ 11 ตุลาคม 2013, 19:38:17
ใครเลยได้ยินตัวแลคเกอร์ nax Crystal 9905 Mirror Image Clear 2:1 บ้างครับ
http://www.youtube.com/watch?v=Hrq0AgTfbzo

มันต่างจากการเคลือบแก้วอย่างไรครับ
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: BlaZter ที่ 11 ตุลาคม 2013, 19:50:11

 นาที่ 0.49 ทำการขัดรถทั้งคันด้วยน้ำยาขัดด้าน ใช้คำแรงอ่ะน่าจะใช้คำว่าขัดหยาบมากกว่าฟังแล้วคุ้นเคยแต่ขัดด้านสีมันด่านจริงๆนะ..  :mon08:

 รายละเอียดเดี๋ยวรอน้าๆที่รู้จริงมาตอบดีกว่าผมแวะเข้ามาดูหาความรู้เปิดหูเปิดตาเฉยๆครับ.. :mon01:
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: TH!NK ที่ 11 ตุลาคม 2013, 19:52:43
 :mon02:ขอปูเสื่อรออีกคนครับ
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: maipoo ที่ 11 ตุลาคม 2013, 20:00:16
:mon02:ขอปูเสื่อรออีกคนครับ

 นาที่ 0.49 ทำการขัดรถทั้งคันด้วยน้ำยาขัดด้าน ใช้คำแรงอ่ะน่าจะใช้คำว่าขัดหยาบมากกว่าฟังแล้วคุ้นเคยแต่ขัดด้านสีมันด่านจริงๆนะ..  :mon08:

 รายละเอียดเดี๋ยวรอน้าๆที่รู้จริงมาตอบดีกว่าผมแวะเข้ามาดูหาความรู้เปิดหูเปิดตาเฉยๆครับ.. :mon01:

พอดีวันนี้ผมไปร้านสีมาน่ะครับ
แล้วเฮียเจ้าของร้านเค้าเห็นรถเลยถามว่าสนใจพ่นแลคเกอร์เงาแบบเคลือบแก้วมั๊ย
ผมบอกไปว่าชอบลงแว๊กซ์มากกว่า
แกก็เชียร์ว่าลองดูก่อนเพราะตอนนี้มี Promotion ซื้อแคลเกอร์ 2 ตัวจาก 6 พันกว่า
มีคืนจากบริษัทเหลือแค่พันเศษ ผมถามว่าลงเองแบบลงแว๊กซ์ได้มั๊ย ปรากฎว่าแกให้ดูใน youtube ซึ่งมันเหมือนทำสีใหม่เลย
แต่ราคาพี่แกบอกมามันก็น่าสนใจ แต่ไม่รู้ว่าจ้างอู่พ่นงานมันจะคุ้มหรือแพงกว่าพวกเคลือบแก้วมั๊ย



:mon02:ขอปูเสื่อรออีกคนครับ

รอเหมือนกันครับ อิ อิ


หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: pattaravit ที่ 11 ตุลาคม 2013, 20:15:37
เท่าที่คิดได้ตอนนี้

1.ได้ชั้นฟิล์มหนากว่า แต่ในทางกลับกันถ้าพ่นหนามากก็ทำให้สีออกไปในโทนเหลือง
/ เคลือบแก้วไม่เหลืองเพราะชั้นฟิล์มมันไม่หนามาก

2.แลคเกรอ์ชั้นฟิล์มที่ได้คงทนกว่า และ ไม่ละลายใน Solvent บางกลุ่ม
/ เคลือบแก้วละลายใน Solvent บางกลุ่ม เช่น น้ำยาเช็ดยางมะตอย รถผมเองตอนเช็ดเคลือบแก้วออกมาด้วย 555+ เซง

3.แลคเกอร์ได้ความ Gloss ที่วัดโดย Gloss Meter ได้มากกว่า อันเนื่องมาจากหลังจากพ่นแลคเกอร์ต้องขัดอีก ซึ่งตรงนี้จะขัดให้ Gloss แค่ไหนก็ได้ wet sand ก่อนขัดยังได้
/ เคลือบแก้วปล่อยให้เซ็ตตัวตามธรรมชาติ การเรียงตัวของพื้นผิวได้เรียบแค่ไหนก็แค่นั้น ทำไรอีกไม่ได้ เห็นบางสูตรขัดละเอียดอีกรอบ ก็ได้อีกนิดหน่อยเดี๋ยวออกหมด

4.ติดทนนานกว่า แลคเกอร์ติดทน 10 ปี++ เสื่อมสภาพ wet sand ได้ / เคลือบแก้วไม่น่าจะเกิน 5 ปี เสื่อมสภาพก็บางลงไปเรื่อยๆเอง

5.ระยะเวลาในการทำ แลคเกอร์นานกว่ามาก ทั้งคันต้องมี 2 วัน++ / เคลือบแก้วเช้ารับเย็นได้เลย

6.ความใสของชั้นฟิล์ม ตัวสารแลคเกอร์จะใสขุ่นๆคล้ายๆน้ำเกลือข้นๆ / เคลือบแก้วจะใสปิ้งๆเหมือนน้ำเปล่า

นึกออกแค่นี้ครับ รอท่านอื่นช่วยเสริมนะครับ   :mon08:
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: TH!NK ที่ 11 ตุลาคม 2013, 20:36:13
ขอบคุณครับ
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: maipoo ที่ 12 ตุลาคม 2013, 08:04:02
เท่าที่คิดได้ตอนนี้

1.ได้ชั้นฟิล์มหนากว่า แต่ในทางกลับกันถ้าพ่นหนามากก็ทำให้สีออกไปในโทนเหลือง
/ เคลือบแก้วไม่เหลืองเพราะชั้นฟิล์มมันไม่หนามาก

2.แลคเกรอ์ชั้นฟิล์มที่ได้คงทนกว่า และ ไม่ละลายใน Solvent บางกลุ่ม
/ เคลือบแก้วละลายใน Solvent บางกลุ่ม เช่น น้ำยาเช็ดยางมะตอย รถผมเองตอนเช็ดเคลือบแก้วออกมาด้วย 555+ เซง

3.แลคเกอร์ได้ความ Gloss ที่วัดโดย Gloss Meter ได้มากกว่า อันเนื่องมาจากหลังจากพ่นแลคเกอร์ต้องขัดอีก ซึ่งตรงนี้จะขัดให้ Gloss แค่ไหนก็ได้ wet sand ก่อนขัดยังได้
/ เคลือบแก้วปล่อยให้เซ็ตตัวตามธรรมชาติ การเรียงตัวของพื้นผิวได้เรียบแค่ไหนก็แค่นั้น ทำไรอีกไม่ได้ เห็นบางสูตรขัดละเอียดอีกรอบ ก็ได้อีกนิดหน่อยเดี๋ยวออกหมด

4.ติดทนนานกว่า แลคเกอร์ติดทน 10 ปี++ เสื่อมสภาพ wet sand ได้ / เคลือบแก้วไม่น่าจะเกิน 5 ปี เสื่อมสภาพก็บางลงไปเรื่อยๆเอง

5.ระยะเวลาในการทำ แลคเกอร์นานกว่ามาก ทั้งคันต้องมี 2 วัน++ / เคลือบแก้วเช้ารับเย็นได้เลย

6.ความใสของชั้นฟิล์ม ตัวสารแลคเกอร์จะใสขุ่นๆคล้ายๆน้ำเกลือข้นๆ / เคลือบแก้วจะใสปิ้งๆเหมือนน้ำเปล่า

นึกออกแค่นี้ครับ รอท่านอื่นช่วยเสริมนะครับ   :mon08:

ขอบคุณครับ
แบบนี้ก็เหมือนการเพิ่มชั้นเคลียร์โค้ทให้รถเราถูกต้องหรือไม่ครับ
เหมือนการซ่อมสีอย่างหนึ่ง
แสดงว่าถ้ารถเก่าหมองก็ควรใช้วิธีนี้เพื่อเพิ่มชั้นเคลียร์โค้ท

ส่วนความใสสู้เคลือบแก้วไม่ได้แต่เราสามารถดูแลลงแว๊กซ์เพิ่มความเงางามได้ใช่มั๊ยครับ



หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: kitbunchu ที่ 12 ตุลาคม 2013, 08:36:17
ขอบคุณข้อมูลมากเลยครับ สรุป ถ้าเป็นรถเก่าผมเอาไปซ่อมสี รถใหม่ผมลงแว๊กครับ ปล.ถึงตอนนี้รถเก่าก็ยังลงแว๊กอยู่ ยังไม่มีตังไปทำสีใหม่ทั้งคัน 555+
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: bct ที่ 12 ตุลาคม 2013, 13:16:23
ในฐานะนักเคมี ผมเลยศึกษาเรื่องเคลือบแก้วดู...มันไม่ใช่แก้วครับ มันคือพลาสติกที่โครงสร้างแกนเป็นธาตุซิลิกอน และออกซิเจน มีหมู่โซ่ข้างไฮโดรคาร์บอน..เอาจริงๆคือไม่สามารถจัดเป็นสารกลุ่มแก้วได้เลย แต่เพราะการตลาดจึงเรียกว่าแก้วครับ  พวกแก้วจะต้องเป็นสารกลุ่มโครงผลึกร่างตาข่ายไปจนถึงสารกลุ่มไอออนิกและซิลิเกต  แต่ที่เราเรียกเคลือบแก้วทุกวันนี้มันเป็นพอลีออแกนโนซิลิคอน ส่วนเคลียรโค๊ทส่วนใหญ่เป็นพวกแลกเกอร์..ซึ่งผมไม่ทราบกลุ่มครับ

เป็นผมนะ...ลงแลกเกอร์เพิ่มความหนาแล้วจัดแวกซ์ครับ
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: TH!NK ที่ 12 ตุลาคม 2013, 14:01:04
 :mon18: ขอบคุณอีกหนึ่ง the wizards นักเล่นแร่แปรธาตุของเรา :mon08:

ขอบคุณครับ อ. พสุ
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: pattaravit ที่ 12 ตุลาคม 2013, 22:15:57
เท่าที่คิดได้ตอนนี้

1.ได้ชั้นฟิล์มหนากว่า แต่ในทางกลับกันถ้าพ่นหนามากก็ทำให้สีออกไปในโทนเหลือง
/ เคลือบแก้วไม่เหลืองเพราะชั้นฟิล์มมันไม่หนามาก

2.แลคเกรอ์ชั้นฟิล์มที่ได้คงทนกว่า และ ไม่ละลายใน Solvent บางกลุ่ม
/ เคลือบแก้วละลายใน Solvent บางกลุ่ม เช่น น้ำยาเช็ดยางมะตอย รถผมเองตอนเช็ดเคลือบแก้วออกมาด้วย 555+ เซง

3.แลคเกอร์ได้ความ Gloss ที่วัดโดย Gloss Meter ได้มากกว่า อันเนื่องมาจากหลังจากพ่นแลคเกอร์ต้องขัดอีก ซึ่งตรงนี้จะขัดให้ Gloss แค่ไหนก็ได้ wet sand ก่อนขัดยังได้
/ เคลือบแก้วปล่อยให้เซ็ตตัวตามธรรมชาติ การเรียงตัวของพื้นผิวได้เรียบแค่ไหนก็แค่นั้น ทำไรอีกไม่ได้ เห็นบางสูตรขัดละเอียดอีกรอบ ก็ได้อีกนิดหน่อยเดี๋ยวออกหมด

4.ติดทนนานกว่า แลคเกอร์ติดทน 10 ปี++ เสื่อมสภาพ wet sand ได้ / เคลือบแก้วไม่น่าจะเกิน 5 ปี เสื่อมสภาพก็บางลงไปเรื่อยๆเอง

5.ระยะเวลาในการทำ แลคเกอร์นานกว่ามาก ทั้งคันต้องมี 2 วัน++ / เคลือบแก้วเช้ารับเย็นได้เลย

6.ความใสของชั้นฟิล์ม ตัวสารแลคเกอร์จะใสขุ่นๆคล้ายๆน้ำเกลือข้นๆ / เคลือบแก้วจะใสปิ้งๆเหมือนน้ำเปล่า

นึกออกแค่นี้ครับ รอท่านอื่นช่วยเสริมนะครับ   :mon08:

ขอบคุณครับ
แบบนี้ก็เหมือนการเพิ่มชั้นเคลียร์โค้ทให้รถเราถูกต้องหรือไม่ครับ
เหมือนการซ่อมสีอย่างหนึ่ง
แสดงว่าถ้ารถเก่าหมองก็ควรใช้วิธีนี้เพื่อเพิ่มชั้นเคลียร์โค้ท

ส่วนความใสสู้เคลือบแก้วไม่ได้แต่เราสามารถดูแลลงแว๊กซ์เพิ่มความเงางามได้ใช่มั๊ยครับ

ถูกต้องครับ
ถ้ารถเก่าหมอง ลอง wet sand ลึกๆแล้วขัดดูก่อนครับ บางทีแลคเกรอ์มันเสื่อมแค่ส่วนของผิวหน้า เนื้อในมันยังใส

ถ้า wet sand ลึกๆแล้วยังหมองอยู่ถึงจัดลูบโล้น ให้เกือบจะเหลือแต่สีจริง แล้วพ่นเคลียทับหน้าครับ

ใสปิ้งๆ
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: pattaravit ที่ 12 ตุลาคม 2013, 22:30:28
ในฐานะนักเคมี ผมเลยศึกษาเรื่องเคลือบแก้วดู...มันไม่ใช่แก้วครับ มันคือพลาสติกที่โครงสร้างแกนเป็นธาตุซิลิกอน และออกซิเจน มีหมู่โซ่ข้างไฮโดรคาร์บอน..เอาจริงๆคือไม่สามารถจัดเป็นสารกลุ่มแก้วได้เลย แต่เพราะการตลาดจึงเรียกว่าแก้วครับ  พวกแก้วจะต้องเป็นสารกลุ่มโครงผลึกร่างตาข่ายไปจนถึงสารกลุ่มไอออนิกและซิลิเกต  แต่ที่เราเรียกเคลือบแก้วทุกวันนี้มันเป็นพอลีออแกนโนซิลิคอน ส่วนเคลียรโค๊ทส่วนใหญ่เป็นพวกแลกเกอร์..ซึ่งผมไม่ทราบกลุ่มครับ

เป็นผมนะ...ลงแลกเกอร์เพิ่มความหนาแล้วจัดแวกซ์ครับ
เห็นด้วยครับอาจารย์ ที่อาจารย์กล่าวมาผมพิสูจน์มาแล้วเป็นแบบนั้นจริงๆครับ

ตอนผมเอา Solvent ตัวหนึ่งเช็ดคราบยางมะตอยที่รถผม พอมันโดนชั้นเคลือบแก้วเท่านั้นแหละครับ Active อย่างรวดเร็ว จากฟิล์มใสๆกลายเป็นชั้นสีขาวขุ่นๆ แล้วสลายออกมาเลย 555555+ ตะลึง  :mon14:
นึกถึงเวลาขวดพลาสติกบางประเภทโดน Solvent เลยครับ จากขวดสีขาวใสกลายเป็นขาวขุ่นแบบนั้นเป๊ะะะะเลยยยยยย  :mon08:

:mon01: แต่ว่าไปเฉลยความจริงว่าเคลือบแก้วมันไม่ใช่แก้วมันคือพลาสติก ระวังเค้าจะมาแซะอาจารย์เอานะครับ ผมเคยโดนมาแล้ว กำไรต่อคันมันเยอะมาก บางครั้งทำให้รับความจริงไม่ค่อยได้ ใครวิจารณ์โดน :mon08:

ผมคิดเหมือนอาจารย์ครับ ว่าเป็นผม จัดแลกเกอร์ดีกว่าแน่นอน
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: maipoo ที่ 13 ตุลาคม 2013, 09:26:35
คุณ pattaravit และ อ.วสุ bct
ขอบคุณสำหรับข้อมูลทางวิชาการดีๆครับ

แสดงว่าการเคลือบแลคเกอร์เป็นวิธีการที่น่าสนใจจริงๆ


คุณโต้ง TH!NK / คุณkitbunchu
น่าลองนะครับกับการเคลือบแลคเกอร์  555555


หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: bct ที่ 13 ตุลาคม 2013, 10:34:56
ในฐานะนักเคมี ผมเลยศึกษาเรื่องเคลือบแก้วดู...มันไม่ใช่แก้วครับ มันคือพลาสติกที่โครงสร้างแกนเป็นธาตุซิลิกอน และออกซิเจน มีหมู่โซ่ข้างไฮโดรคาร์บอน..เอาจริงๆคือไม่สามารถจัดเป็นสารกลุ่มแก้วได้เลย แต่เพราะการตลาดจึงเรียกว่าแก้วครับ  พวกแก้วจะต้องเป็นสารกลุ่มโครงผลึกร่างตาข่ายไปจนถึงสารกลุ่มไอออนิกและซิลิเกต  แต่ที่เราเรียกเคลือบแก้วทุกวันนี้มันเป็นพอลีออแกนโนซิลิคอน ส่วนเคลียรโค๊ทส่วนใหญ่เป็นพวกแลกเกอร์..ซึ่งผมไม่ทราบกลุ่มครับ

เป็นผมนะ...ลงแลกเกอร์เพิ่มความหนาแล้วจัดแวกซ์ครับ
เห็นด้วยครับอาจารย์ ที่อาจารย์กล่าวมาผมพิสูจน์มาแล้วเป็นแบบนั้นจริงๆครับ

ตอนผมเอา Solvent ตัวหนึ่งเช็ดคราบยางมะตอยที่รถผม พอมันโดนชั้นเคลือบแก้วเท่านั้นแหละครับ Active อย่างรวดเร็ว จากฟิล์มใสๆกลายเป็นชั้นสีขาวขุ่นๆ แล้วสลายออกมาเลย 555555+ ตะลึง  :mon14:
นึกถึงเวลาขวดพลาสติกบางประเภทโดน Solvent เลยครับ จากขวดสีขาวใสกลายเป็นขาวขุ่นแบบนั้นเป๊ะะะะเลยยยยยย  :mon08:

:mon01: แต่ว่าไปเฉลยความจริงว่าเคลือบแก้วมันไม่ใช่แก้วมันคือพลาสติก ระวังเค้าจะมาแซะอาจารย์เอานะครับ ผมเคยโดนมาแล้ว กำไรต่อคันมันเยอะมาก บางครั้งทำให้รับความจริงไม่ค่อยได้ ใครวิจารณ์โดน :mon08:

ผมคิดเหมือนอาจารย์ครับ ว่าเป็นผม จัดแลกเกอร์ดีกว่าแน่นอน
ผมก็คันปากมานานแล้วอ่ะครับ..แต่กลัวโดนเหมือนกัน 555
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: Piggy_man ที่ 13 ตุลาคม 2013, 10:59:06
จากในคลิปลงน้ำหยาบทำให้สีด้านก่อนแล้วพ่นเคลือบแลคเกอร์เข้าไป แบบนี้พวกสี metallic เม็ดสีมันจะไม่โดนความด้านตอนลงน้ำยากลบหมดหรอครับ  :mon07:
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: TH!NK ที่ 13 ตุลาคม 2013, 18:03:15
 :mon02: น้ายูรผมยังไม่ดีกว่า ครับ กลัวหนาไปเวลาปล่อยต่อชอบโดนกดราคา คันเก่าเจอมาครับ
 :mon13:
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: kitbunchu ที่ 13 ตุลาคม 2013, 19:29:25
:mon02: น้ายูรผมยังไม่ดีกว่า ครับ กลัวหนาไปเวลาปล่อยต่อชอบโดนกดราคา คันเก่าเจอมาครับ
 :mon13:

หนาไปก็ไม่เงา ต้องมานั่ง wet sand อีก  :mon08:
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: pattaravit ที่ 13 ตุลาคม 2013, 23:14:20
:mon02: น้ายูรผมยังไม่ดีกว่า ครับ กลัวหนาไปเวลาปล่อยต่อชอบโดนกดราคา คันเก่าเจอมาครับ
 :mon13:

หนาไปก็ไม่เงา ต้องมานั่ง wet sand อีก  :mon08:

ใช่เลยครับ ถ้าจะเล่นแลคเกอร์หนาๆๆๆ แบบเห็นเป็นวุ้นๆๆๆ ต้องทำ wet sand เอาผิวส้มออกให้หมดเท่านั้น ไม่งั้นดูไม่ได้เลยครับ เละเทะ  :mon08:

หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: bct ที่ 24 ตุลาคม 2013, 10:56:16
วันก่อนที่เชียงใหม่มีงานมอร์เตอร์อะไรสักอย่างนี่แหละ มีบริษัทหนึ่งมาโฆษณาลงเคลียร์โค๊ทใหม่ ผมเอากระป๋องมาดู ตัวน้ำยาระบุว่าเป็น n-butyl acetate งงเลย น้ำยาตัวนี้เป็นโซลเวนท์ครับ มันเป็นของเหลว ไม่ขึ้นรูปเป็นเคลียร์โค๊ทอ่ะ โครงสร้างทางเคมีไม่มีพันธะคู่ของคาร์บอนกับคาร์บอนด้วย ไม่มีหมู่ฟังก์ชั่นอิสระเลย ไม่สามารถเกิดเป็นพอลิเมอร์ได้

ผมเลยเข้าไปหาข้อมูลดูพบว่าตัวนี้เป็นตัวทำละลายสำหรับแล็กเกอร์ครับ แสดงว่าบริษัทเค้าไม่ยอมบอกว่าใช้ตัวแล็กเกอร์จริงๆเป็นสารอะไร แต่ทั่วๆไปแล็กเกอร์ที่นิยมใช้กันก็พวกไนโตรเซลลูโลสใช้ฝ้ายเป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ อีกกลุ่มก็พวกสารสกัดจากครั่งเป็นพวกเรซิน และอีกพวกก็คือพอลีคาร์บอเนตจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ผมสนใจกลุ่มแชลแลกเรซินจากครั่งนี่แหละ ทางเหนือเยอะมาก กำลังว่าจะขอทุนวิจัยเรื่องครั่งพอดี ถ้านำมาผสมคาร์นัวบาร์เป็นแวกซ์จะเวิร์กไม๊เนี่ะ  :mon02:

อีกอย่างใครว่าราคาพวกเคลือบแก้วมันแพง ลองไปตามร้านสารเคมีขอซื้อ Dimethylcone หรือเรียกว่า PDMS มาผสมน้ำมันพืชกับ IPA ดูนะครับ ดูจากสูตรโครงสร้างที่ฉลากแล้วมันคือ dimethylcone ครับ เห็นราคาที่ร้านสารเคมีแล้วจะตะลึง....มันถูกมากกกกกกก
(แต่อย่าผสมเข้มนะครับเดี๋ยวงานเข้า หาสูตรกันเองเน้อ...ผมช่วงนี้ยังไม่ว่างทดลองให้ครับ อิอิ)
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: maipoo ที่ 24 ตุลาคม 2013, 12:19:24
วันก่อนที่เชียงใหม่มีงานมอร์เตอร์อะไรสักอย่างนี่แหละ มีบริษัทหนึ่งมาโฆษณาลงเคลียร์โค๊ทใหม่ ผมเอากระป๋องมาดู ตัวน้ำยาระบุว่าเป็น n-butyl acetate งงเลย น้ำยาตัวนี้เป็นโซลเวนท์ครับ มันเป็นของเหลว ไม่ขึ้นรูปเป็นเคลียร์โค๊ทอ่ะ โครงสร้างทางเคมีไม่มีพันธะคู่ของคาร์บอนกับคาร์บอนด้วย ไม่มีหมู่ฟังก์ชั่นอิสระเลย ไม่สามารถเกิดเป็นพอลิเมอร์ได้

ผมเลยเข้าไปหาข้อมูลดูพบว่าตัวนี้เป็นตัวทำละลายสำหรับแล็กเกอร์ครับ แสดงว่าบริษัทเค้าไม่ยอมบอกว่าใช้ตัวแล็กเกอร์จริงๆเป็นสารอะไร แต่ทั่วๆไปแล็กเกอร์ที่นิยมใช้กันก็พวกไนโตรเซลลูโลสใช้ฝ้ายเป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ อีกกลุ่มก็พวกสารสกัดจากครั่งเป็นพวกเรซิน และอีกพวกก็คือพอลีคาร์บอเนตจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ผมสนใจกลุ่มแชลแลกเรซินจากครั่งนี่แหละ ทางเหนือเยอะมาก กำลังว่าจะขอทุนวิจัยเรื่องครั่งพอดี ถ้านำมาผสมคาร์นัวบาร์เป็นแวกซ์จะเวิร์กไม๊เนี่ะ  :mon02:

อีกอย่างใครว่าราคาพวกเคลือบแก้วมันแพง ลองไปตามร้านสารเคมีขอซื้อ Dimethylcone หรือเรียกว่า PDMS มาผสมน้ำมันพืชกับ IPA ดูนะครับ ดูจากสูตรโครงสร้างที่ฉลากแล้วมันคือ dimethylcone ครับ เห็นราคาที่ร้านสารเคมีแล้วจะตะลึง....มันถูกมากกกกกกก
(แต่อย่าผสมเข้มนะครับเดี๋ยวงานเข้า หาสูตรกันเองเน้อ...ผมช่วงนี้ยังไม่ว่างทดลองให้ครับ อิอิ)

ความรู้ทั้งนั้น
ขอบคุณ อ.พสุ ครับ

ครั่ง ที่ว่าคือเจ้าตัวแดงๆที่เลี้ยงแล้วส่งขายไปญี่ปุ่นเยอะๆใช่มั๊ยครับ
ผมเพิ่งทราบว่ามันอาจนำมาทำพวกเรซินได้
คิดว่าทำเครื่องสำอางค์เป็นหลัก
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: bct ที่ 24 ตุลาคม 2013, 16:52:46
วันก่อนที่เชียงใหม่มีงานมอร์เตอร์อะไรสักอย่างนี่แหละ มีบริษัทหนึ่งมาโฆษณาลงเคลียร์โค๊ทใหม่ ผมเอากระป๋องมาดู ตัวน้ำยาระบุว่าเป็น n-butyl acetate งงเลย น้ำยาตัวนี้เป็นโซลเวนท์ครับ มันเป็นของเหลว ไม่ขึ้นรูปเป็นเคลียร์โค๊ทอ่ะ โครงสร้างทางเคมีไม่มีพันธะคู่ของคาร์บอนกับคาร์บอนด้วย ไม่มีหมู่ฟังก์ชั่นอิสระเลย ไม่สามารถเกิดเป็นพอลิเมอร์ได้

ผมเลยเข้าไปหาข้อมูลดูพบว่าตัวนี้เป็นตัวทำละลายสำหรับแล็กเกอร์ครับ แสดงว่าบริษัทเค้าไม่ยอมบอกว่าใช้ตัวแล็กเกอร์จริงๆเป็นสารอะไร แต่ทั่วๆไปแล็กเกอร์ที่นิยมใช้กันก็พวกไนโตรเซลลูโลสใช้ฝ้ายเป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ อีกกลุ่มก็พวกสารสกัดจากครั่งเป็นพวกเรซิน และอีกพวกก็คือพอลีคาร์บอเนตจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ผมสนใจกลุ่มแชลแลกเรซินจากครั่งนี่แหละ ทางเหนือเยอะมาก กำลังว่าจะขอทุนวิจัยเรื่องครั่งพอดี ถ้านำมาผสมคาร์นัวบาร์เป็นแวกซ์จะเวิร์กไม๊เนี่ะ  :mon02:

อีกอย่างใครว่าราคาพวกเคลือบแก้วมันแพง ลองไปตามร้านสารเคมีขอซื้อ Dimethylcone หรือเรียกว่า PDMS มาผสมน้ำมันพืชกับ IPA ดูนะครับ ดูจากสูตรโครงสร้างที่ฉลากแล้วมันคือ dimethylcone ครับ เห็นราคาที่ร้านสารเคมีแล้วจะตะลึง....มันถูกมากกกกกกก
(แต่อย่าผสมเข้มนะครับเดี๋ยวงานเข้า หาสูตรกันเองเน้อ...ผมช่วงนี้ยังไม่ว่างทดลองให้ครับ อิอิ)

ความรู้ทั้งนั้น
ขอบคุณ อ.พสุ ครับ

ครั่ง ที่ว่าคือเจ้าตัวแดงๆที่เลี้ยงแล้วส่งขายไปญี่ปุ่นเยอะๆใช่มั๊ยครับ
ผมเพิ่งทราบว่ามันอาจนำมาทำพวกเรซินได้
คิดว่าทำเครื่องสำอางค์เป็นหลัก
พวกเชลแลก แลกเกอร์ทาไม้เป็นพวกนี้ครับ ทางเหนือนี่ส่งโรงงานทำแล็กเกอร์ครับ เป็นส่วนผสมสำคัญเลย
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: BirdSK ที่ 27 ตุลาคม 2013, 11:31:35
ได้ความรุ้เพียบ สุดยอดเบยแต่ละท่าน
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: BANK ที่ 01 ธันวาคม 2013, 11:59:48
ตอนนี้ที่อู่ผมมีรถที่เข้ามาและสั่งใช้แลคเกอร์ตัวนี้แล้วครับ 1 คัน  เป็นสีดำสนิท ก่อนปีใหม่เดี๋ยวได้รู้กันว่าจะดีแค่ไหน
แล้วจะมารายงาน

ส่วนตัวในฐานะที่เป็นคนทำสีผมมองว่ามันก็คือแลคเกอร์รุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาพร้อมคุณภาพที่เหนือกว่าแลคเกอร์รุ่นเก่าๆ
โดยที่มีความคงทนต่อสารเคมีและมลพิษต่างๆมากว่า   กันรอยขีดข่วนได้มากว่า   และเงามากเงาทนกว่า อันนี้จริงแค่ไหน
ต้องพิสูจน์   แต่แลคเกอร์ก็คือแลคเกอร์  ยิ่งขัดยิ่งเงา  จะเคลือบแก้วทับเข้าไปอีกผมว่าก็ไม่แปลก เพราะ มันก็คือแลคเกอร์
รถ ที่มีคุณภาพสูงก็แค่นั้นเอง   ซึ่งแลคเกอร์แนวนี้ไม่ได้เพิ่งมี ยังมีของ PPG ซึ่งเค้าเรียกกันว่า เซรามิคเคลียร์  และ ของนกแก้ว
ก็ยังมี แต่ในวงการทำสีรถในไทยแค่รู้จักยังแทบไม่มี เพราะว่าแลคเกอร์พวกนี้ราคามันแพงมาก ตกแกลลอนละ 1 หมื่นกว่า จน
ถึงเกือบ 20000 บาท  ร้านขายสีขายไม่ออกเพราะแพงมากจึงไม่เอามาขายเลยไม่มีใครรู้จักนอกจากอู่หรือศูนย์ที่ดิวสินค้า
กับนิปปอนเพ้นโดยตรงก็จะรู้จักเพราะเซลล์แนะนำ

สรุปมันก็คือแลคเกอร์รถที่ทำให้สีรถมันแก้วได้ตั้งแต่พ่นออกมาเลย  ต่างจากแลคเกอร์ทั่วไปที่คุณภาพไม่ถึงแต่เจ้าของอยากแก้ว
จึงต้องเอาน้ำยาเคลือบแก้วไปเคลือบอีกที  เก็ตป่ะ :boy07:
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: maipoo ที่ 01 ธันวาคม 2013, 20:15:15
วันก่อนที่เชียงใหม่มีงานมอร์เตอร์อะไรสักอย่างนี่แหละ มีบริษัทหนึ่งมาโฆษณาลงเคลียร์โค๊ทใหม่ ผมเอากระป๋องมาดู ตัวน้ำยาระบุว่าเป็น n-butyl acetate งงเลย น้ำยาตัวนี้เป็นโซลเวนท์ครับ มันเป็นของเหลว ไม่ขึ้นรูปเป็นเคลียร์โค๊ทอ่ะ โครงสร้างทางเคมีไม่มีพันธะคู่ของคาร์บอนกับคาร์บอนด้วย ไม่มีหมู่ฟังก์ชั่นอิสระเลย ไม่สามารถเกิดเป็นพอลิเมอร์ได้

ผมเลยเข้าไปหาข้อมูลดูพบว่าตัวนี้เป็นตัวทำละลายสำหรับแล็กเกอร์ครับ แสดงว่าบริษัทเค้าไม่ยอมบอกว่าใช้ตัวแล็กเกอร์จริงๆเป็นสารอะไร แต่ทั่วๆไปแล็กเกอร์ที่นิยมใช้กันก็พวกไนโตรเซลลูโลสใช้ฝ้ายเป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ อีกกลุ่มก็พวกสารสกัดจากครั่งเป็นพวกเรซิน และอีกพวกก็คือพอลีคาร์บอเนตจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ผมสนใจกลุ่มแชลแลกเรซินจากครั่งนี่แหละ ทางเหนือเยอะมาก กำลังว่าจะขอทุนวิจัยเรื่องครั่งพอดี ถ้านำมาผสมคาร์นัวบาร์เป็นแวกซ์จะเวิร์กไม๊เนี่ะ  :mon02:

อีกอย่างใครว่าราคาพวกเคลือบแก้วมันแพง ลองไปตามร้านสารเคมีขอซื้อ Dimethylcone หรือเรียกว่า PDMS มาผสมน้ำมันพืชกับ IPA ดูนะครับ ดูจากสูตรโครงสร้างที่ฉลากแล้วมันคือ dimethylcone ครับ เห็นราคาที่ร้านสารเคมีแล้วจะตะลึง....มันถูกมากกกกกกก
(แต่อย่าผสมเข้มนะครับเดี๋ยวงานเข้า หาสูตรกันเองเน้อ...ผมช่วงนี้ยังไม่ว่างทดลองให้ครับ อิอิ)

ความรู้ทั้งนั้น
ขอบคุณ อ.พสุ ครับ

ครั่ง ที่ว่าคือเจ้าตัวแดงๆที่เลี้ยงแล้วส่งขายไปญี่ปุ่นเยอะๆใช่มั๊ยครับ
ผมเพิ่งทราบว่ามันอาจนำมาทำพวกเรซินได้
คิดว่าทำเครื่องสำอางค์เป็นหลัก
พวกเชลแลก แลกเกอร์ทาไม้เป็นพวกนี้ครับ ทางเหนือนี่ส่งโรงงานทำแล็กเกอร์ครับ เป็นส่วนผสมสำคัญเลย

ขอบคุณครับ อ.พสุ ได้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้มาก่อน

ได้ความรุ้เพียบ สุดยอดเบยแต่ละท่าน

เห็นด้วยครับ

ตอนนี้ที่อู่ผมมีรถที่เข้ามาและสั่งใช้แลคเกอร์ตัวนี้แล้วครับ 1 คัน  เป็นสีดำสนิท ก่อนปีใหม่เดี๋ยวได้รู้กันว่าจะดีแค่ไหน
แล้วจะมารายงาน

ส่วนตัวในฐานะที่เป็นคนทำสีผมมองว่ามันก็คือแลคเกอร์รุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาพร้อมคุณภาพที่เหนือกว่าแลคเกอร์รุ่นเก่าๆ
โดยที่มีความคงทนต่อสารเคมีและมลพิษต่างๆมากว่า   กันรอยขีดข่วนได้มากว่า   และเงามากเงาทนกว่า อันนี้จริงแค่ไหน
ต้องพิสูจน์   แต่แลคเกอร์ก็คือแลคเกอร์  ยิ่งขัดยิ่งเงา  จะเคลือบแก้วทับเข้าไปอีกผมว่าก็ไม่แปลก เพราะ มันก็คือแลคเกอร์
รถ ที่มีคุณภาพสูงก็แค่นั้นเอง   ซึ่งแลคเกอร์แนวนี้ไม่ได้เพิ่งมี ยังมีของ PPG ซึ่งเค้าเรียกกันว่า เซรามิคเคลียร์  และ ของนกแก้ว
ก็ยังมี แต่ในวงการทำสีรถในไทยแค่รู้จักยังแทบไม่มี เพราะว่าแลคเกอร์พวกนี้ราคามันแพงมาก ตกแกลลอนละ 1 หมื่นกว่า จน
ถึงเกือบ 20000 บาท  ร้านขายสีขายไม่ออกเพราะแพงมากจึงไม่เอามาขายเลยไม่มีใครรู้จักนอกจากอู่หรือศูนย์ที่ดิวสินค้า
กับนิปปอนเพ้นโดยตรงก็จะรู้จักเพราะเซลล์แนะนำ

สรุปมันก็คือแลคเกอร์รถที่ทำให้สีรถมันแก้วได้ตั้งแต่พ่นออกมาเลย  ต่างจากแลคเกอร์ทั่วไปที่คุณภาพไม่ถึงแต่เจ้าของอยากแก้ว
จึงต้องเอาน้ำยาเคลือบแก้วไปเคลือบอีกที  เก็ตป่ะ :boy07:

ได้เรื่องอย่างไรมาเล่าแจ้งแถลงไขให้ทราบด้วยครับ อยากรู้จริงๆว่ามันดีขนาดไหน

หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: siamwax ที่ 12 ธันวาคม 2013, 10:17:46
อ่านเพลินเลยครับกระทู้นี้ ได้รื้อความรู้เคมีมาใช้อีกรอบ
ขอบคุณครับ
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: jinda5999 ที่ 06 กุมภาพันธ์ 2017, 21:23:59
อ้างถึงกะทู้เก้าปี 2513ของคุณ maipoo....
 
ใครเลยได้ยินตัวแลคเกอร์ nax Crystal 9905 Mirror Image Clear 2:1 บ้างครับ
http://www.youtube.com/watch?v=Hrq0AgTfbzo

มันต่างจากการเคลือบแก้วอย่างไรครับ.....

ก่อนอื่นต้องเรียนว่าเลิกสนใจการขัดเคลือบแล้ว  เพราะทำอย่างไร  ใช้น้ำยาอะไร  จะเคลือบแว๊กซ์  เคลือบแก้วอย่างไร ความเงาวาวก็ไม่ได้อย่างใจ  มาปีนี้เผอิญอยากทำสีมอเตอร์ไซด้ฮอนด้าน PCX ใหม่ อยากได้สีแปลกๆมันแวบ ไปถามอู่พ่นโครเมี่ยม  พ่นสีแคนดี้ เขาคิด 9500 ไปถามอู่พ่นสีอยากได้ นกแก้ว ทั้งระบบ เขาคิด 15000 แต่พ่นเครียร์ให้สเตปเดียวแค่ 2 เที่ยว  อยากได้ดับเบิ้ลเครียร์เขาไม่ทำให้  เลยตัดสินใจไปเรียนถอดแพริ่ง(ตัวถัง)รถ  ไปเรียนขั้นตอนการทำสี ไปเรียนอุปกรณ์การทำสี และสีจากอาจารย์ ยูทูป  หมดเงินไปแล้วกับอุปกรณ์พอสมควรมากกว่าค่าทำสีทีอู่เขาเรียกมานิดหน่อย...ได้ลองพ่นเครียร์แล้ว  พ่นแบบลองผิดลองทุก พ่นแล้วไม่ดี ไม่เรียบขัดทิ้ง พ่นใหม่ 

ครั้งแรกใช้เครียร์ยูริเทน กระป๋องละ 300 ผลงานออกมากหนาดี  แต่ไม่ค่อยใส  สีออกเหลืองๆ ต้องขัดทิ้งออกทั้งหมด
 
ครั้งที่สองใช้เครียร์ 2 K ของนิปปอน nax 9600 ราคาแกลอลนละ 1500 ใช้กาพ่นสีพ่นแบบดับเบิ้ลเครียร์ คือพ่น 3 เที่ยว ทิ้งไว้ให้แห้งขัดผิวส้มออกแล้วพ่นทับอีก 3 เที่ยว ขัดผิวส้ม  ใช้ขัดยากานาขัดหยาบ  ใช้เมนเซน่า 4000 ขัดละเอียด   ฉีดแต่สปีดวิป ผลงานออกมามีมิติ มีความเงาฉ่ำ ไม่เป็นรองความเงาของแว๊กซ์ดังๆทั้งหลายในเวป

ครั้งที่สามพ่นชิ้นงานใหม่ใช้เครียร์ นกแก้ว 923-255 ราคาควอทละ 1700 ใช้กาพ่นสี พ่นแบบด้บเบิ้ลเครียร์ และใช้ชั้นตอนเหมือนเดิม   ผลงานดีกว่านิปปอน nax 9600 เล็กน้อย ความใสความเงาดีกว่านิดหน่อย  ไม่ต้องเคลือบแก้ว  ความใสความเงาก็ไม่เป็นรองเคลือบแก้วทุกยี่ห้อเหมือนกัน

ใจอยากลองเครียร์ของนิปปอน คริสตอล nax 9905 เหมือนกัน เผอิญวันนี้เพ่ิ่งไปถามราคาร้านสีให้เขาสั่งให้  เขาบอกว่าชุดละ 2600 ปริมาณเท่าเครียร์นกแก้ว  พรุ่งนี้ว่าจะไปสั่งให้เขาหามาให้  ต้องลองให้รู้ให้ได้ว่าดีอย่างไร แต่เคยดูในคลิปที่เขาทดลอง  เขาเอาสำลีชุบ น้ำมัน  E20 ให้ชุ่ม แล้ววางไว้บนสี เอาฝาปิดกันน้ำมันละเหยทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที  เขาทดลองทั้งเครียร์ดังของยุโรป อเมริกา ที่เป็นซีลามิกเครียร์โค้ท  และเครียร์ทั่วไปปรากฏว่าเดี้ยงหมด  เครียร์หลุุดถึงเนื้อสี  ยกเว้น nax 9905 คนทดลองบอกว่า E20 กัดกร่อนเครียร์ได้ดีกว่าน้ำมันเบรค ฉะนั้นขอเตือนว่าอย่าไปทดลองกับเคลือบแก้ว เพราะไม่รู้ว่าเคลือบแก้วจะทนกัดกร่อนได้ดีกว่า ซีรามิกเครียร์โค้ทหรือเปล่า

ไม่เกิน 2 อาทิตยฺ์ทำเสร็จแล้วจะรายงานผลพร้อมรูปถ่ายมาให้ชม

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา  ดูเหมือนว่าถ้าพิ้นฐานดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ไม่ต้องเหนื่อยไปแสวงหาน้ำยาเทวดาที่ไหนอีกแล้ว ใช้แค่แว๊กซ์ถูกๆ ผลงานก็ไม่น่าเป็นรองใคร

หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: forceway ที่ 20 มีนาคม 2017, 15:02:47
สุดยอดค่ะ
หัวข้อ: Re: การพ่นแลคเกอร์เคลือบสีต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร
เริ่มหัวข้อโดย: tarosoi4 ที่ 02 ตุลาคม 2017, 21:59:33
รอชมครับ